* ล่าสุด

ไหว้พระนอนเสริมสิริมงคล วัดพนมยงค์ จ.พระนครศรีอยุธยา
(ดู : 137 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 03 06 2560, 11:39:03
Last Post
เชิญบูชาเครื่องรางหนุมาน "หนุมานครองเมือง" สุดยอดวัตถุมงคลแห่งปีวอก
(ดู : 203 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 03 05 2560, 22:32:47
Last Post
ถูกหวยรวยข้ามคืน ความหวังของคนมีรายได้น้อยหรือคนที่หวังรวยทางลัด
(ดู : 165 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 31 03 2560, 22:48:53
Last Post
ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ยึดถือปฏิบัติ (ประเพณีฮีตสิบสอง)
(ดู : 309 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:36:09
Last Post
วันวิสาขบูชา
(ดู : 252 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:34:57
Last Post
ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่
(ดู : 245 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:33:57
Last Post
งานสารทไทยกล้วยไข่ และของดีเมืองกำแพง
(ดู : 260 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:33:00
Last Post
กัลยาณมิตร
(ดู : 315 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 24 05 2559, 18:51:55
Last Post
เชิญบูชายี่กอฮง - ปี่เซี้ย สุดยอดแห่งเครื่องรางโชคลาภเสี่ยงดวง
(ดู : 3012 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 13 05 2559, 10:53:11
Last Post
เหตุใดถึงต้องทำบุญ
(ดู : 320 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 01 03 2559, 23:37:28
Last Post
กฏกติกามารยาทสำหรับบอร์ดสนทนาทั่วไป
(ดู : 314 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 27 02 2559, 13:55:34
Last Post
กราบหลวงปู่มั่นที่ วัดถ้ำสาริกา จ.นครนายก
(ดู : 566 | ตอบ : 2 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 26 02 2559, 17:24:05
Last Post

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: [1] 2
1
วัดพนมยงค์ หรือ วัดแม่นมยงค์ ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของกรุงเก่า ริมคลองเมือง เยื้องหน้าโรงเรียนประตูชัย ตำบลท่าวาสุกรี(ในเขตเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา) วัดนี้เป็นนามของแม่นมของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเป็นสวนหลวงของแม่นมยงค์ซึ่งเป็นคนดีสัตย์ซื่อ ยึดถือคุณธรรมเป็นหลักของชีวิต ขยันต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและปฏิบัติงานจนสำเร็จทุกเรื่อง

จึงเป็นที่โปรดปรานขององค์พระมหากษัตริย์ในสมัยนั้น ต่อมาเมื่อแม่นมยงค์ชราภาพลงและหมดอายุขัย พระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสวนหลวงเป็นที่ธรณีสงฆ์ และให้สร้างวัดขึ้นที่นั่นโดยให้พ้องกับชื่อแม่นมยงค์ เพื่อบุญกุศลจะได้ตกแก่แม่นมยงค์

เมื่อสร้างวัดพนมยงค์แล้วก็สร้างพระอุโบสถขึ้น มีความงดงามมาก ทุกส่วนอ่อนช้อยเป็นท้องสำเภา ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีวิหารพระนอนองค์ใหญ่ ทำด้วยปูนปั้นสวยงาม พระนอนองค์นี้มีพุทธลักษณะละม้ายไปทางสุโขทัย เพราะพระสกท่านคล้ายก้นหอยขม

ส่วนในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อนั้นเป็นที่โจษขานกันมาก ตามความเชื่อเข้าใจว่าแม่นมยงค์ น่าจะเกิดวันอังคาร จึงได้สร้างพระนอนองค์ใหญ่ไว้ประจำวัด และได้บรรจุกรุพระตลอดจนของล้ำค่าไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้วัดพนมยงค์ยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่อีก ๒ องค์ด้วยกัน องค์หนึ่งอยู่ในพระอุโบสถเป็นพระประธานสร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง พระพักตร์งดงามมาก หน้านางสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ อีกองค์หนึ่งเป็นรูปหล่อพระศรีอาริยเมตตรัยสมัยปลายสมัยอยุธยา

สอบถามรายละเอียดได้ที่ วัดพนมยงค์ โทร. ๐ ๓๕๒๔ ๒๑๓๕, ๐ ๓๕๓๙ ๘๓๖๗


2


หนุมาน” เป็นทหารเอกของพระรามมีอิทธิฤทธิ์อำนาจมาก มีประวัติความเป็นมาดังนี้ หนุมานเป็นบุตรที่เกิดจากพระพายและนางสวาหะ
ในครั้งที่นางสวาหะต้องรับโทษถูกสาปให้ต้องไปยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลมที่เชิงเขาจักรวาล จนกว่าจะมีลูกจึงจะพ้นคำสาป เมื่อนางสวาหะกำลังรับโทษอยู่นั้น พระอิศวรทอดพระเนตรเห็นมีความสงสารนางสวาหะ จึงได้มีรับสั่งให้ พระพาย เทพเจ้าแห่งลมนำเทพศาสตราวุธทั้งสามคือ ตรี คฑา จักร ซัดเข้าไปในปากของนางสวาหะ เมื่อเทพศาตราวุธทั้งสามถูกซัดเข้าไปในปากนางสวาหะรวมกันแล้วเกิดเป็นวานรเผือกที่มีฤทธิ์มาก พระอิศวรอนุญาตให้พระพายเป็นบิดาของวานรนั้น และจงตั้งชื่อวานรนั้นว่า หนุมาน นางสวาหะตั้งครรภ์อยู่ได้ 30 เดือน ก็เกิดเป็นวานรเผือกพุ่งออกมาจากปากของนางสวาหะ มีสี่หน้า แปดกร ร่างกายใหญ่โตเท่าอายุ 16 ปี ก่อนที่วานรนั้นจะใช้ฤทธิ์เดชทำให้มือกับหน้าที่เกินมาหายไป จากนั้นพระพายก็ตั้งชื่อให้ว่า “หนุมาน” หนุมานนอกจากจะมีฤทธิ์มากแล้วยังได้รับคุณวิเศษ คือเมื่อมีอันตรายถึงตายแล้วเพียงโดนลมพัดต้องร่างกายก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกด้วยอำนาจของบิดาคือพระพาย

หนุมานได้อาสาเข้าไปรับใช้เป็นทหารเอกของพระรามและได้สร้างผลงานและสำแดงฤทธิ์เดชมากมาย จนที่ยำเกรงและกล่าวขานกันไปทั่วเป็นที่เกรงกลัวต่อยักษ์และศัตรูทั้งหลายและที่สำคัญหนุมานยังเป็นผู้ที่ไม่แพ้ใคร


อุปนิสัยของหนุมานนั้นเป็นผู้มีความซือสัตว์กตัญญูต่อผู้บังคับบัญชา และมีอุปนิสัยเจ้าชู้มีภรรยาและลูกหลายคน
หลังเสร็จศึกกรุงลงกาแล้วพระรามได้แต่งตั้งให้หนุมานเป็น “พระยาจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา” และยกกรุงอยุธยาให้ครองกึ่งหนึ่ง แต่หนุมานได้ถวายคืนพระราม เพราะสำนึกว่าตนไม่สูงศักดิ์พอ พระรามจึงให้หนุมานครองเมืองนพบุรีแทน พร้อมสนม 5000 นางเป็นบำเหน็จรางวัล

ในทางพระเวทย์อาคม หนุมานเป็นหนึ่งในวิชา ที่โบราณจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระเวทย์วิทยาคมได้สร้างขึ้นโดยผูกขึ้นเป็นหัวใจคาถาหัวใจหนุมานบ้าง เป็นยันต์ในลักษณ์ต่างๆบ้างและมีบันทึกอยู่ในคัมภีย์พระเวทย์ที่สืบสานการมายาวนานครั้งบรรพกาล

มาในยุคก่อนกึ่งพุทธกาลและหลังกึ่งพุทธกาล มีเกจิอาจารย์ผู้ทรงพระเวทย์ได้จัดสร้างเครื่องรางของขลังประเภทหนุมานขึ้นมีหลายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น รูปหล่อลอยองค์ที่แกะจากไม้ หรือวัตถุอาถรรพ์ต่างๆ หรือสร้างจากโลหะที่เกิดจากการหล่อหลอมในแม่พิมพ์ที่เรียกว่ารูปหล่อ หนุมานเป็นต้น จากนั้นได้ทำการปลุกเสกด้วยพลังจิต และคาถาอาคมจนมีฤทธิ์เดชมีพลังอำนาจ
ตัวอย่างเครื่องรางของขลังประเภทหนุมานที่ได้รับความนิยมได้แก่
-หนุมาน ไม้แกะ หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
-หนุมานเนื้อโลหะ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง
-หนุมานโลหะ หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท
-หนุมาน หลวงพ่อพูลวัดไผ้ล้อม จ.นครปฐม
-หนุมานยอดขุนศึก หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม จ.นครปฐม
และหนุมานของเกจิอาจารย์อีกหลายท่านที่จัดสร้างขึ้นได้เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

นอกจากหนุมานจะถูกสร้างเป็นในรูปของเครื่องรางของขลังแล้ว ทางด้านไสยเวทย์ด้านการสักยันต์ก็ได้มีบันทึกไว้ถึงยันต์หนุมานต่างๆ อาทิเช่น หนุมานแผงฤทธิ์ 8 กร, หนุมานเชิญธงทรงพลัง, หนุมานถวายแหวน, หนุมานครองเมืองเป็นต้น


------------------------------------------------------------
ในปี พ.ศ.๒๕๕๙ ซึ่งเป็นปีวอก ตามตำราทางไสยศาสตร์เป็นปีมงคลในการจัดสร้างเครื่องรางของประเภทหนุมาน ได้มีการจัดสร้างหนุมานขึ้นเป็นรูปแบบของหนุมานอมพลับพลา อันมีประวัติความเป็นมาในครั้งที่ภิเภกได้ทำนายว่าพระรามจะถูกลักพาตัว หนุมานจึงอาสาคุ้มครองโดยการเนรมิตกายให้ใหญ่โตและอมพลับพลาที่ประทับของพระลักษณ์กับพระรามไว้ในปากเพื่อคุ้มครองมิให้ถูกทำร้าย แม้กระนั้นไมราพผู้อาสามาลักตัวพระรามก็ยังได้ทำกลหลอกให้กองทัพพระรามเข้าใจผิดเรื่องเวลา และเป่ายาสะกดเข้าสะกดให้หนุมานหลับและลักพาตัวพระรามไปได้ก็ตาม แต่หนุมานก็ได้ตามไปชิงตัวพระรามคืนและฆ่าไมราพได้สำเร็จ


เครื่องรางหนุมานครองเมืองนี้ จัดสร้างเป็นหนุมานมีรูปลักษณะเป็นหนุมานกำลังเนรมิตกายอมพลับพลาที่ประทับของพระรามและพระลักษณ์อันมีความหมายของการคุ้มครองป้องกันไม่ให้มีภัยอันตรายใดๆเข้ามาทำร้ายได้ ล้อมรอบอักขระยันต์คาถาที่เกี่ยวข้องต่างๆ นอกจากจะมีความหมายในความคุ้มครองแล้วหนุมานเครองเมืองนี้ยังมีความหมายในทางด้านความสำเร็จในด้านหน้าที่การงาน เพราะว่าหลังจากหนุมานได้รับใช้พระรามหลังเสร็จศึกแล้วพระรามได้ปูนบำเร็จรางวัลให้กับหนุมาน ดังนั้นหนุมานครองเมืองรุ่นนี้นอกจากจะมีอิทธิคุณอำนาจทางด้านคุ้มครองป้องกัน ระงับห้ามภัยต่างๆแล้วยังมีทางด้านเสริมความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีชัยชนะศัตรูคู่แข่งได้ดีอีกด้วย

ด้านหลังเป็นยันต์มหาระงับดับภัย มีอิทธิคุณอำนาจทางด้านระงับดับภัย ป้องกันอันตรายต่างๆ อีกยังมีอิทธิคุณอำนาจดีทางทางด้านแคล้วคลาดจากภัยอันตรายอีกด้วย
มวลสารสำคัญที่ใช้จัดสร้างได้แก่
-ผงไม้กลายเป็นหิน หรือคตไม้(ฟอสซิลไม้) มีอิทธิคุณเป็นเลิศทางด้านคงกระพันกันภัย
-ผงดิน 7 หลักเมือง มีอิทธิคุณทางด้านมหาอำนาจ เสริมบารมี
-แร่เหล็กไหล เขาอึมครึมจังหวัดกาญจนบุรี เป็นแร่กายสิทธิ์มีฤทธิ์ทางด้านคุ้มครองป้องกัน
-หินแร่ต่างๆ
-ผงหัวใจหนุมาน
-ผงธาตุ 4
-ผงหัวใจอิทธิฤทธิ์
…และผงว่านที่มีฤทธิ์ต่างๆและมวลสารอื่นอีกมากมาย

พิธีปลุกเสก
วาระที่ 1. พิธีบวงสรวงปลุกเสกนำฤกษ์ ณ. สยามมงคล โดยเกจิอาจารย์มาปลุกเสกประสิทธิ์ความขลัง
วาระที่ 2. พิธีบวงสรวงเทวาภิเษกสำนักสยามเทวา สุขุมวิท46 กรุงเทพมหานคร



ผงหนุมานครองเมืองนี้อิทธิคุณอำนาจโดดเด่นทางด้านคุ้มครองป้องกันภัย เมตตามหานิยมคนชมชอบ ระงับเหตุเภทภัยและการกระทบกระทั่งกับคน ตลอดจนหลีกลี้จากศัตรูคู่อาฆาตได้ดียิ่งนัก อีกทั้งยังมีทางด้านเสริมตำแหน่งหน้าที่การงานได้อีกด้วยเป็นเครื่องรางของขลังของดีที่ต้องมีไว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง

รายละเอียดวัตถุมงคล


-หนุมานครองเมือง แบบกรรมการ เนื้อมวลสารพิเศษ ฝังตะกรุดเงิน 5 ดอก จัดสร้าง 199 องค์ ราคาบูชา 1,000.-


-หนุมานครองเมือง แบบพิเศษ เนื้อมวลสารพิเศษ ปัดทองฝังแร่เหล็กน้ำพี้ จัดสร้าง 99 องค์ ราคาบูชา 800.-


-หนุมานครองเมือง เนื้อสีแดง ฝังตะกรุดเงิน 1 ดอก จัดสร้าง 599 องค์ ราคาบูชา 500.-


-หนุมานครองเมือง เนื้อสีเทา ฝังตะกรุดเงิน 1 ดอก จัดสร้าง 599 องค์ ราคาบูชา 500.-



สนใจบูชาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 086-9244773, 0837579319

Email address : siammongkol@gmail.com

Facebook page (Inbox) : https://www.facebook.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-378848205809349/



3

หวย หรือ ล็อตเตอรี่ เป็นสิ่งที่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน แม้แต่ในต่างประเทศก็มี มีลักษณะเป็นการพิมพ์ตัวเลข 6 หลักในกระดาษที่เรียกว่าใบฉลากกินแบ่งรัฐบาล ออกโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรียงตัวเลขกันไป และนำออกให้ประชคนได้ซื้อในราคาที่กำหนด โดยทำเป็นงวดๆไป โดยใน 1 เดือน จะมีการออกฉลากกินแบ่งรัฐบาล 2 ครั้งคือ วันที่ 1 และวันที่ 16 ของทุกเดือน เมื่อถึงกำหนดออกฉลาก ทางสำนักงานกินแบ่งรัฐบาลก็จะจัดการออกรางวัล เพื่อให้ได้เลขต่างๆตามรางวัลที่กำหนดโดยวิธีการสุ่มตามกรรมวิธีที่กำหนดแล้วก็จะมีตัวเลขออกมา เมื่อผลตัวเลขออกมาแล้ว ผู้ที่ถือฉลากที่มีตัวเลขตรงตามรางวัลที่ออกก็สามารถนำใบฉลากกินแบ่งรัฐบาลมาขึ้นเงิน หรือมารับเงินรางวัล

เมื่อหวย หรือล็อตเตอรี่ มีรางวัล นักเสี่ยงโชคหรือผู้ที่มีรายน้อย ต่างก็มีความหวังที่จะถูกรางวัล เพราะถือว่าเป็นการเสี่ยงโชคที่คุ้มค่าหากว่าถูกรางวัลขึ้นมาเพราะ ใบฉลากกินแบ่งฯนั้นมีราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับรางวัลที่จะได้แม้ว่าจะเป็นรางวัลที่น้อยที่สุดก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่นักแสวงโชคต้องการในการเสี่ยงดวงคือตัวเลข หรือ เลขหวย นั่นเอง ดังนี้จึงเป็นที่มาและศาสตร์ต่างๆที่ว่าด้วยการหาเลขเด็ด หรือการได้มาซึ่งตัวเลขที่จะนำมาเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง โดยลักษณะของสังคมไทยนั้นมีความเชื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าที่มีบารมี ก็มักจะมีอิทธิพลต่อนักเสี่ยงโชคเป็นอย่างมากอาทิเช่น การนำอายุ ของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นเป็นตัวเลขเสี่ยงดวงเป็นต้น หรือแม้กระทั่งคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม บุคคลสำคัญในสังคมก็มักจะถูกนำมาเป็นองค์ประกอบในการหาตัวเลขเพื่อเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงเสมอ อาทิเช่น เลขป้ายทะเบียนของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ก็ยังมีการหาตัวเลขหรือการบนบานสานกล่าวจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อในสถาานที่ต่างๆ เพื่อให้ได้ตัวเลขมาเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง หรือแม้แต่การหาวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังที่เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สามารถช่วยให้ถูกหวยล็อตเตอรี่ได้ก็มี

ส่วนเป้าหมายหรือจุดประสงค์ของผู้ที่นิยมเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงด้วยล็อตเตอรี่นั้นก็มีหลายวัตถุประสงค์ด้วยกัน บางคนก็เสี่ยงโชคไปเผื่อหวังฟลุ๊คถูกรางวัลใหญ่ขึ้นมาก็รวยแบบข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว บ้างก็ตั้งอกตั้งใจเสี่ยงดวงทุกงวดเพื่อตั้งใจให้ถูกรางวัลเพื่อให้มีรายได้จากตรงนี้เป็นรายได้เสริม บ้างก็เสี่ยงโชคเป็นงานอดิเรกเพราะว่าได้ลุ้นสนุกดี ก็ต่างเหตุผลกันไป แต่ไม่ว่าอย่างไรทุกคนก็ล้วนแล้วแต่อยากถูกรางวัลด้วยกันทั้งสิ้น และถือเป็นความหวัง เมื่อถึงวันออกรางวัลบ้างก็สมหวังบ้างก็ผิดหวัง คนที่ถูกรางวัลก็ดีใจพอใจ คนที่ไม่ถูกรางวัลก็ผิดหวังและเริ่มต้นกันใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไร หวย หรือล็อตเตอรี่ก็เป็นความหวังของคนที่ต้องการถูกรางวัล แต่ใครเล่าเมื่อใดเล่าจะสมหวังอันนี้ก็สุดแล้วบุญวาสนา ของแต่ละคนที่ทำมา หากบุญพาวาสนาส่งก็จะได้ แต่หากบุญยังไม่มาวาสนายังไม่ส่งก็ต้องลุ้นกันต่อไปละจ้า เป็นกำลังใจให้นักเสี่ยงโชคทุกคนถูกรางวัลล็อตเตอรี่

สนใจบูชาวัตถุมงคล เพื่อเสริมดวงทางด้านการเสี่ยงโชค แนะนำผงยี่กอฮงปี่เซี้ยเจ้าทรัพย์

4
จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันถึง 4 กลุ่มชน จึงเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมมากแห่งหนึ่ง และความหลากหลายนี้ก็มีความผสมกลมกลืนกัน แต่มีประเพณีบางอย่างที่มีลักษณะตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์แต่ประเพณีหลักของ ชาวบุรีรัมย์ก็เช่นเดียวกับชาวอีสานทั่วไปคือยึดมั่นใน "ฮีตสิบสอง” คือ มีประเพณีประจำสิบ สองเดือนในรอบปีเช่นเดียวกับชาวอีสานทั่วไป ดังนี้
          เดือนเจียง (เดือนอ้าย)หรือเดือนธันวาคม นิมนต์พระสงฆ์มาเข้าปริวาสกรรมหรือเข้ากรรม เพื่อฝึกสำนึกความผิดหรือความบกพร่องของตนและ มุ่งประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป ในด้านฆราวาสจำทำพิธีเลี้ยงผีแถนผีต่าง ๆ(ผีบรรพบุรุษ)
          เดือนยี่(มกราคม) ทำบุญคูณข้าว หรือบุญคูณลาน โดยนิมนต์พระสงฆ์สวดมนต์เย็นและฉันภัตตาหารเช้าเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ข้าวเปลือกเมื่อพระฉัน อาหารเช้าเสร็จก็ทำพิธีสู่ขวัญข้าวต่อไป
          เดือนสาม (กุมภาพันธ์) ทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา เริ่มพิธีทำบุญข้าวจี่ในตอนเข้าโดยใช้ข้าวเหนียวปั้นหุ้มน้ำอ้อยนำไปย่างไฟหรือจี่พอเกรียมแล้วชุบ ด้วยไข่นำไปย่างไฟจนสุกแล้วใส่ภาชนะเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์พร้อมกับอาหารอื่น ๆ ข้าวจี่ที่เหลือจากพระฉันแล้ว ชาวบ้านจะแบ่งกันรับประทานถือว่าผู้รับประทาน จะเป็นมงคลแก่ตัวเอง
          เดือนสี่(มีนาคม) ทำบุญเผวส (บุญพระเวส) หรือทำบุญมหาชาติ มีการฟังเทศน์มหาชาต ิถือกันว่าต้องฟังให้จบทุกกัณฑ์ในวันเดียวจึงจะได้กุศล งานบุญนี้มีผู้นำของมาถวายพระเรียกว่า "กันฑ์หลอน”
          เดือนห้า (เมษายน) ตรุษสงกรานต์ หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ชาวบ้านจะไปเก็บดอกไม้มาบูชาพระ
          เดือนหก (พฤษภาคม) ทำบุญบั้งไฟ และทำบุญวิสาขบูชา จะมีการฟังเทศน์ตลอดวันกลางคือนมีเวียนเทียน สำหรับบุญบั้งไฟก็เป็นพิธีเพื่อ ขอฝนจากเทวดา (แถน) และมีการบวชนาคด้วย
          เดือนเจ็ด (มิถุนายน) ทำบุญซำฮะ เพื่อบูชาเทวดาอารักษ์หลักเมือง โดยทำพิธีเซ่นบวงสรวงหลักเมืองหลักบ้าน ผีพ่อแม่ ผีปู่ผีเมือง (ผีบรรพบุรุษ) ผีตาแฮก (เทวดารักษาไร่นา) เพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ
          เดือนแปด (กรกฎาคม) ทำบุญเข้าพรรษา มีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ถวายภัตตาหาร เช้าและเพลแด่พระสงฆ์สามเณรฟังพระธรรมเทศนา ตอนบ่ายและนำขี้ผึ้งมาหล่อเป็นเทียนพรรษา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และจะเก็บไว้ตลอดพรรษา
          เดือนเก้า (สิงหาคม) ทำบุญข้าวประดับดิน โดยจัดอาหารคาวหวาน หมากพลู บุหรี่ สุราแล้วนำไปวางไว้ใต้ต้นไม้หรือที่ใดที่หนึ่งพร้อมทั้งเชิญวิญญาณบรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลักไปแล้วให้มารับเอาอาหารไป
          เดือนสิบ(กันยายน) ทำบุญข้าวสาก หรือสลากภัตในวันเพ็ญ เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย เช่นเดียวกับทำบุญข้าวประดับดิน
          เดือนสิบเอ็ด ( ตลุาคม) มีการทำบุญออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน11 ตอนเช้าชาวบ้านจะร่วมทำบุญตั้กบาตร รับศีล ฟังเทศน์ ถวายผ้าจำนำพรรษา
พระสงฆ์จะร่วมกันทำพิธีออกวัสสาปวารณา กลางคืน มีการจุดโคมไฟแขวนไว้ตามต้นไม้ หรือตามริมรั้วของวัด
           เดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) ในเดือนนี้จะมีการทำบุญกฐิน สำหรับประชาชนที่อยู่ตามริมน้ำจะมีการแข่งเรือด้วย เช่น ริมแม่น้ำโขงแม่น้ำมูล แม่น้ำชี ฯลฯ เพื่อระลึกถึงอุสพญานาค หรือบางแห่งจะมีการแห่ปราสาทผึ้งเพื่อถวายพระสงฆ์และเพื่อเป็นพุธบูชาประเพณี
          ทั้งสิบสอง เดือนนี้ถือเป็นประเพณีหลักของชาวอีสานทั่วไปที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และประเพณีเหล่านี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจ กันของชาวบ้านประเพณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของสังคมอีสานที่เต็ม ไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเสียสละ แรงกายแรงใจเพื่อการกุศล ความสมานสามัคคี ตลอดจนความกตัญญูรู้คุณต่อบุพการี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมบุคลิกภาพของชาวอีสานที่สำคัญยิ่งอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ แถบอำเภอคูเมืองพุทไธสง นาโพธิ์ และสตึก แต่ปัจจุบันการปฏิบัติตาม ฮีตสิบสองก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ประเพณีเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์
           ประเพณีของจังหวัดบุรีรัมย์นอกจากประเพณีหลัก 12 เดือนแล้ว ยังมีประเพณีเฉพาะกลุ่มชนที่ปฏิบัติตามความเชื่อที่มีความแตกต่างกันไป ประเพณีสำคัญที่ยังคงปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจากอดีตจนถึง ปัจจุบันของกลุ่มไทยเขมรและไทยลาว ที่สำคัญมีดังนี้
 
ข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม : http://www.m-culture.go.th/

5
สาระความรู้ทั่วไป / วันวิสาขบูชา
« เมื่อ: กันยายน 29, 2016, 01:34:57 PM »
วันวิสาขบูชา (บาลี: วิสาขปูชา; อังกฤษ: Vesak) เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนาสำหรับชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ และวันสำคัญในระดับนานาชาติตามข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ[1] เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธโคดม โดยทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง และเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และมักตรงกับเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แต่ประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม[2] ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นเกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท[3]

          วันวิสาขบูชานั้นได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าและจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ" ณ ใต้ร่มสาลพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาลในปัจจุบัน) และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) และเหตุการณ์สุดท้าย เมื่อ 1 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มสาลพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 หรือเดือนวิสาขะนี้ทั้งสิ้น ชาวพุทธจึงนับถือว่าวันเพ็ญเดือน 6 นี้ เป็นวันที่รวมวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของพระพุทธเจ้าไว้มากที่สุด และได้นิยมประกอบพิธีบำเพ็ญบุญกุศลและประกอบพิธีพุทธบูชาต่าง ๆ เพื่อเป็นการถวายสักการะรำลึกถึงแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาจนปัจจุบัน

          วิสาขบูชา มีการนับถือปฏิบัติกันในหลายประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งมหายานและเถรวาททุกนิกายมาช้านานแล้ว ในบางประเทศเรียกพิธีนี้ว่า "พุทธชยันตี" (Buddha Jayanti) เช่นใน อินเดีย และศรีลังกา ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น (ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมากที่สุด) ในฝ่ายของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้รับคติการปฏิบัติบูชาในวันวิสาขบูชามาจากลังกา (ประเทศศรีลังกา) ในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดพิธีวิสาขบูชามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

          วันวิสาขบูชา ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชาในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้งโลก[4] (ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา) และด้วยเหตุนี้ ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น "วันสำคัญสากล" (International Day) ตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 54/112 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542

          ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ "ประสูติ" ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ "ตรัสรู้" เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย "พระบริสุทธิคุณ", "พระปัญญาคุณ" ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือ ความจริงของโลก แก่ชนทั้งปวงโดย "พระมหากรุณาธิคุณ" จวบจนทรง "เสด็จดับขันธปรินิพพาน" ในวาระสุดท้าย ทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน 6 นี้ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม : http://www.m-culture.go.th/

6
หลวงปู่ใหญ่ คือ พระพุทธรูปใหญ่ ซึ่งเป็นคำที่บุตรหลานชาวบ้านโพนนิยมเรียกขานกัน ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนก็เรียกขานว่า "พระครูบาใหญ่” บางคนก็เรียกว่า "หลวงปู่” ส่วนชาวบ้านอื่นเรียกขานว่า "พระใหญ่บ้านโพน”หลวงปู่เป็นพระพุทธรูป เจดีย์ ประเภท อุทเทสิกะเจดีย์ แสดงภาวะแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าใจกันว่า ได้รับการสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏนามผู้สร้างและเป็นเวลานานเท่าไรแล้ว ซึ่งข้อความข้อนี้ยังเป็นที่สงสัยและใคร่รู้ของคนทั่วไป
          หลวงปู่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ สร้างด้วยศิลาแลง หน้าตักกว้าง ๑๖๐ เซนติเมตร หรือ ๖๘ นิ้ว สูง ๒๔๖ เซนติเมตร หรือ ๙๘.๔ นิ้วประดิษฐาน อยู่ในวิหารวัดพุทธประดิษฐ์ หรือวัดใหญ่บ้านโพน ตำบลโพนทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวบ้านโพน และบ้านใกล้เคียงมาช้านาน บุตรหลานชาวบ้านโพนแม้จะไปอยู่ ณ ที่ใด จิตใจยังเคารพศรัทธาแนบแน่นในองค์หลวงปู่ตลอดเวลา เพื่อให้หลวงปู่ ช่วยคุ้มครอง ยิ่งในขณะกำลังเดินทาง โดยยวดยานพาหนะหรือในภาวะคับขัน จิตใจต้องไหว้วอนถึงหลวงปู่มิได้ขาด ทั้งนี้ ก็เพราะความเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่เป็นชีวิตจิตใจนั่นเอง พลังแห่งความขลังและศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่จึงเป็นที่เคารพคารวะ และเป็นที่เกรงขามของคนทั่วไปตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่มีเสื่อมคลาย
          ผศ.สมชาติ มณีโชติ รองคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดี กล่าวว่า เชื้อสายดั้งเดิมของชาวไทยอีสานและชาวเมืองมหาสารคาม รกรากมาจากประเทศล้านช้างซึ่งมีกรุงศรีสัตนาคณหุต หรือเวียงจันทน์ เป็นราชธานี เริ่มมีการอพยพเคลื่อนย้ายตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๒๓๑ ช่วงนั้นเกิดความวุ่นวายภายในราชสำนักเวียงจันทน์ เชื้อพระวงศ์บางองค์พร้อมผู้นำทางศาสนาได้อพยพประชาชนจำนวนหนึ่งหนีภัยการเมืองมาอยู่ที่เมืองจำปาสัก ต่อมาได้อพยพเข้ามาอยู่ที่เมืองสุวรรณภูมิ หรืออำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในปัจจุบันจากนั้นก็อพยพแยกย้ายกันไปหาพื้นที่ทำกินที่เห็นว่าอุดมสมบูรณ์ในเขตเมืองมหาสารคามปัจจุบัน และบางพื้นที่ของจังหวัดขอนแก่น และส่วนอื่นๆ ในภาคอีสาน แต่ช่วงที่มีชุมชนเกิดขึ้นหนาแน่นในภาคอีสานจะอยู่ระหว่างรัชกาลที่ ๒ และรัชกาล ที่ ๓ มีการอพยพเข้ามามากโดยเฉพาะหลังเกิดกรณีเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ขณะนั้นไทยได้กวาดต้อน
          ประชาชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมาก บางพื้นที่ในเขตจังหวัดมหาสารคามกลายเป็นชุมชนใหญ่ระดับเมือง เช่น เมืองท่าขอนยาง ปัจจุบันคือ ตำบลท่าขอนยางในการอพยพเข้ามาสมัยนั้นก็จะมีบรรดาช่างที่มีฝีมือเข้ามาด้วยภายหลังการตั้งชุมชนเป็นหมู่บ้านที่มั่นคงแล้ว ก็มีการสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชน และสร้างพระประธานประดิษฐานไว้ในอุโบสถอายุการสร้างอุโบสถและอายุการสร้างพระประธานจึงใกล้เคียงกัน สำหรับหลวงพ่อใหญ่ ที่วัดพุทธประดิษฐ์ องค์นี้เช่นกัน จากพุทธศิลปะบ่งชี้ว่าเป็นการสร้างโดยช่างพื้นเมืองอิทธิพลศิลปะลาว ดูจากพระพักตร์ ใบหู และยอดเศียร อายุการสร้างไม่น่าจะเกิน ๒๐๐ ปี อยู่ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระพุทธรูปลักษณะนี้จะพบเห็นอยู่หลายแห่งในภาคอีสานและทั่วไปในประเทศลาวเดิมหลวงพ่อใหญ่         
          ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังเล็กๆ ที่ทรุดโทรมกลางป่ารกร้าง ซึ่งเป็นบริเวณวัดบ้านโพนในปัจจุบัน บริเวณนี้มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นวัดมาก่อน เนื่องจากมีการขุดพบเสมาหินและศิลปะโบราณวัตถุหลายชิ้น ต่อมาเมื่อมีประชาชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนในแถบนี้มากขึ้นก็กลายสภาพเป็นหมู่บ้าน จากนั้นชาวบ้านก็ได้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดเก่าแห่งนี้ขึ้นใหม่พร้อมกับสร้างวิหารให้หลวงพ่อใหญ่ นับแต่นั้นมาตราบจนปัจจุบันเป็นเวลานับร้อยปี หลวงพ่อใหญ่ได้กลายเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งที่พุทธศาสนิกชนชาวมหาสารคามให้ความเคารพศรัทธามาก ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเล่าลือกันมากจะพัฒนาวัดพัฒนาหมู่บ้าน หรือชุมชนจะทำอะไรก็ตาม จะต้องมาจุดธูปเทียนบอกกล่าวหลวงพ่อใหญ่ก่อนงานนั้นจึงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่หากใครผิดคำสาบานที่ให้ไว้ ไม่กลับมาขอขมาต่อหลวงพ่อจะมีอันเป็นไปทุกราย เช่น ที่วัดมีการเปิดรักษาผู้ติดยาเสพติด นอกจากจะกินสมุนไพรแล้วทุกคนที่เข้ารับการรักษาจะต้องสาบานต่อหน้าหลวงพ่อใหญ่ว่าจะเลิกยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีบางคนที่ผิดคำสาบานกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ก็เกิดความกระวนกระวายอยู่ไม่เป็นสุข สุดท้ายต้องกลับมาขอขมาหลวงพ่อใหญ่ อาการนั้นจึงหายไปหากใครมีเรื่องเดือดร้อนก็มาขอพรจากท่านได้ทุกเรื่อง สิ่งสักการบูชาก็เป็นดอกไม้ธูปเทียนขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ ก็ได้
           ในรอบหนึ่งปีหลังจากประเพณีสงกรานต์ จะมีการทำพิธีสรงน้ำหลวงพ่อใหญ่ขึ้นและถือเป็นประเพณีประจำปี ทำขึ้นหลังประเพณีสงกรานต์ ประมาณช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม การกำหนดวันหลวงพ่อใหญ่จะกำหนดเองโดยทำพิธีเซียงข้องเสี่ยงทาย หากเซียงข้องบอกให้จัดวันใดก็จะจัดขึ้นในวันนั้นเชื่อว่าเป็นความประสงค์ของหลวงพ่อใหญ่ มีผู้มาร่วมงานจากทุกพื้นที่แต่ละปีร่วมหมื่นคน จัดงานสามวันสามคืน หรือมากว่าตามผลของการเสี่ยงทายเซียงข้อง การทำพิธีเซียงข้องส่วนใหญ่จะทำปีละครั้งแต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติในชุมชนก็จะทำพิธีเซียงข้อง เพื่อให้หลวงพ่อใหญ่ช่วยชี้แนะแก้ปัญหาให้กับชุมชนผ่านเซียงข้อง

ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่
          หลังจากเสร็จจากเทศกาลประเพณีสงกรานต์ คณะกรรมการหมู่บ้าน บ้านโพน ตำบลโพนทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม กำหนดจัดประชุม เพื่อกำหนดจัดงานประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่ โดยการกำหนดนัดวันเสี่ยงทายเซียงข้องเพื่อกำหนดวันจัดพิธี เมื่อได้กำหนดวันที่แน่นอนแล้ว ก็ดำเนินการวางแผนการจัดงาน วันเริ่มพิธี จะเชิญพ่อเมือง ในปัจจุบันเป็นนายอำเภอ มาเป็นประธานในพิธี แล้วนำหลวงปู่ใหญ่จำลอง เจ้าอาวาสวัด และนายอำเภอขึ้นเสลี่ยง แห่รอบ ๆ อุโบสถสามรอบ แล้วนำหลวงพ่อใหญ่จำลองไปประดิษฐานไว้ที่ฐานเพื่อให้ประชาชนสรงน้ำ เจ้าอาวาสและนายอำเภอเข้าสู่ปะรำพิธี ทำพิธี
          การเปิดงาน และแจกวัตถุมงคล ปะพรมน้ำมนต์ตลอดงาน เป็นที่น่าอัศจรรย์มากเนื่องจากพิธีแห่องค์หลวงพ่อใหญ่ทุกครั้ง ทุกปี จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จนเจ้าอาวาส นายอำเภอ ผู้มาร่วมงานเปียกปอนกันถ้วนหน้า เป็นความเชื่อของชาวชุมชนว่า หลวงพ่อใหญ่พรมน้ำมนต์ ให้ผู้มาร่วมงานอยู่เย็นเป็นสุข ๔ รูปแบบ วิธีการ ของกิจกรรมประเพณีที่จัด (บรรยายพร้อมแนบภาพนิ่งเป็นไฟล์นามสกุล JPEG หรือ TIFF ไม่น้อยกว่า ๑๐ ภาพ ที่แสดงให้เห็นถึงรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบที่ปรับประยุกต์ และภาพเคลื่อนไหวลงแผ่นซีดี/วีซีดี จำนวน ๑ แผ่น) พิธีเสี่ยงเซียงข้อง การจะทำพิธีเซียงข้อง
ต้องมีหุ่นเซียงข้อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญจะขาดไม่ได้
 
อุปกรณ์การทำหุ่นเซียงข้อง
๑. ข้องที่ใช้สำหรับใส่ปลา จะเป็นข้องที่ใช้แล้วหรือข้องใหม่ก็ได้ ที่มีขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ถ้าจะให้ศักดิ์สิทธิ์และขลัง ควรเป็นข้องที่เคยใช้แล้ว
๒. ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕๐ นิ้ว ยาวประมาณ ๖๐-๗๐ เซนติเมตร จำนวน ๒ ท่อน และยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร จำนวน ๑ ท่อน
๓. กะลามะพร้าวแห้ง ขนาดพอที่จะครอบปากข้องได้ จำนวน ๑ อัน ๔. เสื้อ กางเกง ขนาดพอที่จะสวมข้องได้พอดี สีแดงหรือสีดำ จำนวน ๑ ชุด
๕. ผ้าสีแดงขนาดกว้างประมาณ ๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร จำนวน ๑ ชิ้น (บางหมอก็ไม่ใช้) การทำหุ่นเซียงข้องนำเอาไม้ไผ่ยาวขนาด ๖๐-๗๐ เซนติเมตร จำนวน ๒ ท่อน เสียบทะลุด้านล่างขึ้นไปยัง
ปากข้องเพื่อทำเป็นขา แล้วเอาไม้ไผ่ที่ยาว ๕๐ เซนติเมตร จำนวน ๑ ท่อน เสียบด้านข้างตอนบน เพื่อทำเป็นแขน มัดไม้ไผ่ทั้ง ๓ ท่อนเข้าด้วยกัน และมัดให้แน่นไว้ภายในตัวข้อง เพื่อไม่ให้หลุดออกจากกัน ในขณะที่เซียงข้องเคลื่อนไหวแรง ๆ ในตอนทำพิธี เมื่อมัดแขนและขาเซียงข้องแน่นแล้ว ก็เอากะลามะพร้าวแห้งครอบที่ปากข้อง เจาะรูที่กะลา ๓ รู ใช้เชือกร้อยมัดกะลาให้แน่นติดปากข้อง จากนั้นตกแต่งหน้าตา โดยเขียน หน้าตา ปาก จมูก บนกะลามะพร้าวและใส่เสื้อผ้าให้เหมือนมนุษย์มากที่สุด
การทำพิธีปลุกเสกเซียงข้องจะต้องมีอุปกรณ์ที่จะใช้ในพิธีอย่างครบถ้วน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตามที่หมอต้องการไม่ได้ เพราะถ้าอุปกรณ์ไม่ครบ เซียงข้องก็จะไม่ "ลง" (การที่วิญญาณเซียงข้องเข้าสิงในหุ่นเซียงข้องและทำให้เกิดอาการ) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "บ่สุน" (วิญญาณเซียงข้องไม่เข้าสิง)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำพิธีปลุกเสก
๑. หุ่นเซียงข้องที่ตกแต่งให้เรียบร้อยพร้อมที่จะทำพิธีได้ทันที
๒. คาย หมายถึง ค่ายกครูในการทำพิธีและอาจรวมไปถึงเครื่องปลุกเสกด้วย ต้องเตรียมคายตามที่หมอกำหนด
๓. หมอปลุกเสก เป็นผู้ทำการปลุกเสกเซียงข้อง ซึ่งจะขาดไม่ได้
๔. ผู้จับหรือผู้เต้า หมายถึง คนที่หมอเตรียมไว้สำหรับจับขาหุ่นเซียงข้อง จำนวน ๒ คน ควรเป็นผู้ที่เคยจับเซียงข้องในครั้งก่อน ๆ มาแล้ว คนจับเซียงข้องเป็นคนสำคัญในพิธีจะขาดไม่ได้ การจับเซียงข้องไม่ใช่ว่าใครก็สามารถจับได้ คนจับบางทีเรียกว่า "คนเต้าเซียงข้อง" ต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและจิตแข็ง
๕. ผู้ถามเซียงข้อง จะเป็นใครก็ได้ แต่ควรเป็นคนที่มีไหวพริบเฉลียวฉลาด ในการพูดจาซักถามปัญหาหรือเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี หรือถ้าการทำพิธีเซียงข้องที่ต้องเชิญผีปู่ตามาเข้าสิงก็ต้องมี "เฒ่าจ้ำ" หมายถึงผู้ดูแลศาลเจ้าปู่ตามาเป็นผู้ซักถามเซียงข้องหรือร่วมพิธีด้วย
๖. เครื่องปลุกเสก จะมีอะไรบ้างนั้นก็แล้วแต่หมอปลุกเสก ประกอบด้วย
- ดอกไม้สีขาว ๑ คู่
- เทียน ๑ คู่
- หมาก ๑ คำ
- บุหรี่ ๑ มวน
- พริก ๑ เม็ด
- เกลือ ๑ หยิบมือ
- ปลาร้า ๑ ชิ้น
- มะขาม ๑ ฝัก
- สุราขาว ๑ ขวด
- เงิน ๑ สตางค์ เป็นค่าคาย (ค่ายกครู)
นอกจากนี้ยังมีเครื่องเซ่นไหว้ผีปู่ตาอีกได้แก่
- ดอกไม้และเทียนอย่างละ ๕ คู่ (ขัน ๕)
- เหล้า ๑ ขวด
- ไข่ไก่ ๑ ฟอง
- สวย (กรวยใบตอง) ๔ อัน
          พิธีเริ่มด้วยเฒ่าจ้ำไปเชิญวิญญาณของผีปู่ตามารับรู้การทำพิธี เสร็จแล้วหมอปลุกเสกจะเริ่มปลุกเสกด้วยคาถาปลุกเสก โดยหมอปลุกเสกจะนั่งพับเพียบ มีผ้าขาวม้าพาดเฉียงบนบ่า หลังจากนั้นหมอปลุกเสกจะจุดเทียน ๑ คู่ และกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาเป็นสักขีพยาน แล้วกราบ ๓ ครั้ง จากนั้นก็นำผู้ร่วมพิธีกล่าวคำไหว้พระ เมื่อไหว้พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้จับเซียงข้องก็จะมาจับขาเซียงข้อง จากนั้นหมอปลุกเสกจะรินสุราลงไปในขัน เพื่อทำเป็นน้ำมนต์ สำหรับรดเซียงข้อง เหมือนเป็นการให้เซียงข้องดื่ม จากนั้นหมอจะเริ่มท่องคาถา ปลุกเสกพร้อมเอาสุรารดที่หุ่นเซียงข้อง และเริ่มเสี่ยงทายเพื่อต้องการทราบว่าวิญญาณของเซียงข้องมาสิงในหุ่นหรือยัง โดยหมอจะเป็นผู้ถามว่า "ขณะนี้เซียงข้องมาหรือยัง ถ้ามาแล้วขอให้หุ่นกระดุกกระดิกแรง ๆ ถ้ายังไม่มาขอให้อยู่นิ่ง ๆ " เมื่อหมอกล่าวจบ
          ถ้าหุ่นเซียงข้องเฉยก็แสดงว่าวิญญาณเซียงข้องยังไม่เข้าสิง หรืออาจเป็นเพราะผู้จับไม่ถูกใจเซียงข้องหรือผู้จับทั้งสองธาตุไม่ถูกกันอาจต้องเปลี่ยนตัวผู้จับใหม่ถ้าหุ่นเซียงข้องเคลื่อนไหวก็แสดงว่าวิญญาณเซียงข้องเข้าสิงแล้ว หากต้องการทราบหรือให้เซียงข้องทำอะไร ก็จะทราบคำตอบได้จากการเคลื่อนไหวของหุ่นเซียงข้อง หุ่นจะเคลื่อนไหวในลักษณะโยกตัวไปข้างหน้าและข้างหลัง ซึ่งจะเร็วและแรงมาก หากต้องการทราบที่อยู่ของสิ่งของที่เราไม่สามารถจะรู้หรือมองเห็นได้ เช่น ผีหรือสิ่งของที่ตกหายหรือแหล่งน้ำใต้ดิน และชี้ตัวผู้กระทำผิด หุ่นเซียงข้องก็จะพาผู้จับทั้งสองวิ่งหรือเดินไปตามหาได้ โดยผู้จับไม่ต้องทำอะไรเพียงแต่จับหุ่นไว้ หุ่นก็จะพาไปเอง

ข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม : http://www.m-culture.go.th/

7
ประวัติความเป็นมา จังหวัดกำแพงเพชรเป็นจังหวัดที่นิยมปลูก
                      กล้วยไข่กันมาก จนกลายเป็นพืชผลเศรษฐกิจทำรายได้เข้าจังหวัดปี หนึ่งๆ ประมาณ 100 ล้านบาท ทำให้ "กล้วยไข่” ที่ชาวสวนทั่วไป มองเป็นผลไม้พื้นๆ กลายเป็นของมีราคาขึ้น มาทันที และทำให้กำ แพงเพชรเป็นเมืองที่มีฉายาว่า "เมืองกล้วยไข่” โด่งดังไปทั่วประ เทศ แรกเริ่มทีเดียวนั้นเล่ากันว่าเมื่อ 60 ปีมาแล้ว ได้มีการปลูกสวน กล้วยไข่กันก่อนที่บ้านเกาะตาล ตำบลแสนตอง อำเภอขาณุลักษบุรี โดยชาวจีนชื่อนายหะคึ้ง แซ่เล้า นำพันธุ์กล้วยไข่จากนครสวรรค์มา ปลูก ต่อมาได้มีการขยายพันธุ์ออกไปตามท้องที่อำเภอต่างๆ ในที่สุด ไปปลูกมากในเขตอำเภอเมือง เนื่องจากมีสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยในการเพาะปลูกถึงขั้นนี้จึงได้มีการรวมกลุ่มเพื่อขยายตลาดให้กว้างเพียงพอต่อผลผลิตทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศได้ให้ความสนใจในกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร วิธีการส่งเสริมทางด้านการตลาดกล้วยไข่ที่หน่วยราชการ และผู้ประกอบการ ทำสวนกล้วยไข่ช่วยกันจนประสบความสำเร็จมากทางหนึ่ง นั่นคือการจัดกิจกรรม ของงานให้เกี่ยวข้องกับกล้วยไข่
                    โดยยึดแนวคตินิยมทางพื้นฐานพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธนิยมทำบุญเดือน 10 หรือ "สารทไทย” สำหรับชาวกำแพงเพชรที่ฟื้นฟูประเพณีโบราณ ให้สอดคล้องกับการส่งเสริม การขายกล้วยไข่ของตนในฤดูกาลนี้ ก็เพราะกล้วยไข่มีผลผลิตออกชุกในช่วง เดือนกันยายนนี้พอดี ประกอบกับผลไม้อื่นๆ ในช่วงนี้ไม่มีออกด้วยเมื่อมีงานบุญ ใดๆ ก็ตามจึงต้องมีผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของหวาน และของหวาน และของหวานที่ นิยมทำกันในงานสารทไทยนี้ก็คือ "กระยาสารท” รสชาติค่อนข้างหวานจัดจึง ต้องรับประทานกับกล้วยไข่เป็น "เครื่องเคียง” ที่สำคัญมาก"งานสารทไทยกล้วย ไข่เมืองกำแพง” จึงเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ เป็นครั้งแรก
                     เมื่อปี 2524 จากพื้นฐานของ งานประเพณีเก่าแก่ของชาวไทยในอดีต สอดคล้องกับการมีผลผลิตมากมายในท้องถิ่น จึงเป็นจุดเด่นของ งานประเพณีนี้ งานสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพง เริ่มจัดขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 26 - 27 กันยายน พ.ศ.2524 ในสมัย นายจำนง ยังเทียน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด มีชื่อว่างาน "วันกล้วยไข่เมืองกำแพง" โดยมี นายศรี ศรีนนท์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเพชร, นายถนอม ภู่ทองคำ เกษตรอำเภอคลองลาน, สื่อมวลชนจังหวัดกำแพงเพชร และ
                    นายคะเณย์ เพิ่มทรัพย์ เกษตรจังหวัดกำแพงเพชร ในสมัยนั้น เป็นผู้เสนอโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการขายกล้วยไข่ เพราะช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมเป็นช่วงที่มีผลผลิตออกมากที่สุดกิจกรรม ในงานประกอบด้วยการทำบุญการทำบุญตักบาตร การประกวดขบวนรถที่ตกแต่งด้วยกล้วยไข่เป็นหลัก ประกวดธิดากล้วยไข่, การประกวดกล้วยไข่, การจำหน่ายกล้วยไข่, การแข่งกวนกระยาสารท

ข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม : http://www.m-culture.go.th/

8
บทความธรรมะ / กัลยาณมิตร
« เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2016, 06:51:55 PM »
กัลยาณมิตร แปลว่ามิตรที่ดี คือแท้ผู้ปรารถนาดีต่อเพื่อนด้วยกันด้วยไมตรีจิต
กัลยาณมิตร มีลักษณะ 7 ประการคือ

1.ปิโย ทำตัวน่ารัก น่าคบหา

2.ครุ ทำตัวน่าเคารพหนักแน่น เป็นที่พึ่งได้ ให้เกิดความอบอุ่นเมื่อใกล้ชิด

3.ภาวนีโย ทำตัวน่ายกย่อง ให้เกิดความภูมิใจ เมื่องกล่าวถึง น่าถือเป็นแบบอย่าง

4.วัตตา คอยแนะนำในทางถูก ให้สติเมื่อหลงผิดเป็นคู่คิดคู่ปรึกษาในกิจต่างๆ

5.วจนักขโม อดทดคำพูดและการกระทำของเพื่อนได้ มีเหตุผล พร้อมรับฟังเพื่อน

6.คุมภีรัง กะถัง กัตตา ฉลาดชี้แจง อธิบายเรื่องที่ลึกซึ้งซับซ้อนให้กระจ่างได้

7.โนจัฏฐาเน นิโยชะเย ไม่ชักชวนนำพาเพื่อนไปในทางที่เสีย แนะนำแต่เรื่องที่เหมาะสมดีงาม

จากหนังสือ ภาษาธรรม พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9, ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม

9

เจ้าสัวยี่กอฮง - ปี่เซียะเจ้าทรัพย์ สุดยอดแห่งเครื่องรางโชคลาภเสี่ยงดวง

ยี่กอฮง เป็นชื่อของ รองหัวหมื่นพระอนุวัฒน์ราชนิยม (ฮง เตชะวณิช) มีชื่อจีนว่า "ยี่กอฮง" หรือ "ตี้ยัง แซ่แต้"
เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ พ.ศ. 2392 เป็นคนเชื้อสายจีนประกอบอาชีพค้าขาย และมีตำแหน่งเป็นนายอากรที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2479 รวมอายุได้ 87 ปี
ยี่กอฮงการมาอาศัยในประเทศไทย ในครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่และประกอบอาชีพค้าขาย และได้สมรสเป็นลูกเขยของคหบดีย่านตลาดสันป่าข่อย จนอายุได้ประมาณ 30 ปี ยี่กอฮงได้ล่องแพนำสินค้าลงมาค้าขายอยู่แถวบริเวณหน้าจวนของท่านเจ้าคุณโชฎึกราชเศรษฐี บริเวณวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เมื่อค้าขายได้ในระดับหนึ่ง ยี่กอฮงจึงตัดสินใจมาตั้งรกรากทำการค้าอยู่ที่พระนครโดยถาวร โดยเลือกทำเลปลูกตึกอยู่ตรงสถานีตำรวจพลับพลาชัยในปัจจุบัน
เมื่อมาประกอบอาชีพในเขตพระนครแล้ว ก็ได้มีฐานะร่ำรวยขึ้น และได้สร้างสาธารณประโยชน์ไว้อย่างมากมาย อาทิเช่น สร้างถนน สร้างดังนี้สะพานฮงอุทิศ สะพานนิยมนฤนาถ สะพานอนุวัฒนโรดม สร้างโรงเรียนวัดสะพานสูง (โรงเรียนโยธินบูรณะ), โรงเรียนป้วยเองหรือโรงเรียนเผยอิง เมื่อ พ.ศ. 2463, สร้างศาลเจ้าเก่าถนนทรงวาด, สร้างศาลเจ้าไต้ฮงกง, ก่อสร้างท่าน้ำฮั่วเซี้ยม, ริเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลเทียนฟ้า เป็นต้น ท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขึ้น โดยชักชวนเหล่าพรรคพวกเพื่อนฝูงในสมัยนั้น มาร่วมกันสร้างมูลนิธิช่วยเหลือผู้ยากไร้ตกทุกข์ได้ยากและสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดีแต่ยากไร้ อีกทั้งยังเป็นผู้มีส่วนในการรณรงค์หาเงินเข้าสภากาชาดไทยอย่างมากมาย รวมถึงได้บริจาคเงิน 10,000 บาทในการก่อสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์หมายเลข 9
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงทราบถึงคุณความดีและทรงพอพระทัยอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระอนุวัฒน์ราชนิยม"รองหัวหมื่น กรมมหาดเล็ก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2461 และพระราชทานนามสกุล "เตชะวณิช" ตำแหน่งนายอากร เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2461
บั้นปลายชีวิตของยี่กอฮง ได้ใช่ชีวิตอยู่ที่บ้านของท่านปัจจุบันคือพื้นที่ของสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย และได้เสียชีวิตอย่างสงบในบ้านของท่าน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2479 รวมอายุได้ 87 ปี ศพของท่านได้นำกลับไปฝัง ที่สุสานในเมืองปังโคย ประเทศจีน ขณะเดียวกันหลวงอดุลเดชจรัส ผู้เป็นอธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้นมีความต้องการใช้บ้านของท่านมาเป็นโรงพักกลางแทนโรงพักสามแยกที่ถูกไฟไหม้เสียหายไป จึงทำการรื้อตัวอาคารเดิมทั้งหมดทิ้งลง แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน และสร้างศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงไว้บนโรงพักแห่งนี้ด้วย



สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้เป็นเจ้าของโรงหวย ซึ่งตั้งขึ้นในยุคแรกในสมัยนั้น ทำให้มีความเชื่อว่า เจ้าพ่อยี่กอฮง เป็นเทพเจ้าแห่งหวยและการเสี่ยงโชค ตลอดจนถึงการพนันขันต่อทุกชนิด ทำให้บรรดานักเสี่ยงโชคนิยมไปบนบานสานกล่าว และขอโชคลาภจากท่าน หรือแม้แต่หารูปเคารพของท่านมาติดไว้บูชาเพื่อเสริมทางด้านการเสี่ยงโชค จากประสบการณ์และคำบอกเล่าปากต่อปากในการให้ความความสำเร็จและสมหวังทางด้านการเสี่ยงโชคทำให้ ยี่กอฮงเป็นที่ยอมรับกันจากบรรดานักเสี่ยงโชคว่าท่านเป็นเจ้าพ่อแห่งการเสี่ยงโชค ประสปการณ์บอกเล่าจากผู้ที่บูชายี่กอฮงมีบอกเล่ากันมากบางรายเล่าว่าไม่เคยถูกหวยมา 6 ปี แต่เมื่อบูชายี่กอฮงแล้วถูกหวยติดกันหลายงวด เมื่อคนที่บนขอสำเร็จได้โชคลาภมักนิยมแก้บนด้วยการนำข้าวขาหมู โอยั้ว น้ำชาดอกดาวเรือง หมากพลูบุหรี่ และซิการ์ถวาย

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

ปีเซียะ

มีคติความเชื่อมาจากประเทศจีน เล่ากันว่าในต้นราชวงศ์ “ชิง” (ราชวงศ์แมนจู) ในยุคของกษัตริย์เฉียนหลงฮ่องเต้ ในครั้งเป็นรัชทายาท เป็นองค์ชายสี่ ขณะที่ตามเสด็จพ่อไปล่าสัตว์ในป่าเกิดพลัดหลงเข้าไปพบนักพรตท่านหนึ่ง ท่านได้นำปีเซียะมาถวาย โดยกำชับว่าให้เลี้ยงดูให้ดี ปีเซียะ จะคุ้มครองป้องกันภัยและเสริมบารมีอำนาจให้ได้ครองบัลลังก์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่้งองค์ชายก็ได้ปฏิบัติตามจนได้ครองราช พระองค์จึงยกย่องให้ปีเซียะเป็น เทียนลู่ (บารมีแห่งสวรรค์) และเป็นของคู่บารมีของฮ่องเต้เฉียนหลงตลอด 60 ปีที่ครองราช นับจากนั้นปีเซียะจึงเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากคนจีนในสมัยนั้นเป็นต้นมา

ลักษณะของปีเซียะ ปี่เย่า หรือมีชื่อว่า ผีซิ่ว เป็นสัตว์มงคลที่ลักษณะของสัตว์มงคลอื่นรวมกันได้แก่
1.หัวมังกร หมายถึงอำนาจวาสนาบารมี มังกรเป็นสัตว์ในตำนานของจีน ซึ่งมังกรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจบารมีสูงสุด จะเห็นได้จากชุดของฮ่องเต้ของจีนจะ-
2.เขาและลำตัวจาก หมายถึงยศถาบรรดาศักดิ์ ตัวแทนแห่งความยั่งยืน ร่ำรวยพร้อมชื่อเสียง
สัญลักษณ์ของมังกรเป็นหลัก
3.เท้าสิงห์สิงโต หมายถึงอำนาจ
4.ปีกอินทรี หมายถึง ความแข็งแกร่ง และกล้าหาญ มีสง่าราศรี
5.หางแมว หมายถึง ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
อิทธีคุณของปีเซียะที่โดดเด่นมี 5 อย่างคือ
1.เสริมบารมีอำนาจ เสริมหน้าที่การงานและเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้ดียิ่งนัก จะเห็นได้จากต้นกำเนิดที่กษัตริย์ของจีนบูชาเพื่อเสริมบารมีดังกล่าวมาในข้างต้น
2.เสริมความมั่งคั่งร่ำรวย เชื่อกันว่าปีเซียะเป็นสัตว์มงคลจากสรวงสรรค์เป็นเหมือนเทพ มีฤทธิ์บรรดาลความมั่งคั่งร่ำรวยและเสริมฐานะให้กับผู้ที่บูชาได้
3.เป็นผู้พิทักษ์ทรัพย์สินและโชคลาภ เชื่อกันว่าหากบูชาปีเซียะแล้วทรัพย์สินที่หามาได้จะรักษาไว้ได้ดี และงอกเงย เงินทองไม่รั่วไหล
4.เสริมฮวงจุ้ยและความเป็นศิริมงคล เชื่อกันว่าปีเซียะสามารถเสริมฮวงจุ้ยตามหลักของธาตุได้ และยังเสริมศิริมงคลได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
5.ป้องกันสิ่งชั่วร้าย แก้อาถรรพณ์ต่างๆ เชื่อกันว่าปีเซียะสามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายคุณไสย์และสิงอัปมงคลต่างๆได้ เพราะปีเซียะเป็นสัตว์มงคลที่มีฤทธิ์มาก
คุณลักษณะของปีเซียะคืออ้าปากกว้าง แยกเขี้ยวรับทรัพย์ หัวยกข่มศัตรู ไม่มีรูทหาร เงินทองไม่รั่วไหล ด้วยลักษณะมงคลของปีเซียะนี้ ทำให้เป็นที่นิยมและของผู้ที่ทำธุรกิจ และนักเสี่ยงโชคเป็นอย่างมาก ซึ่งนักเสี่ยงโชคเชื่อกันว่าหากวางล็อตเตอรี่ ใต้ปีเซี้ยจะทำให้เกิดความโชคดี ถูกรางวัล และยังเหมาะสำหรับผู้ทำการค้า นำโชคลาภความมั่งคั่งมั่งมี และขจัดอำนาจชั่วร้ายได้อีกด้วย ปีเซียะจึงได้รับความนิยมบูชาอย่างไม่เสื่อมคลาย

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

นับเป็นครั้งแรกที่ได้รวมเอาสองคุณวิเศษ "พระผงเจ้าสัวยี่กอฮง-ปีเซียะเจ้าทรัพย์" เป็นสุดยอดวัตถุมงคลทางด้านโชคลาภ เสี่ยงโชคเสี่ยงดวง และเสริมธุรกิจการงานไว้ด้วยกัน เพื่อให้บรรดาผู้ที่ชื่นชอบของขลังได้บูชาสุดยอดของขลังของดี
พระผงเจ้าสัวยี่กอฮงหลังปีเซียะเจ้าทรัพย์ ด้านหน้าเป็นรูปยี่กอฮง ในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่จีน อันหมายถึงการมีอำนาจ วาสนาบารมียศถาบรรดาศักดิ์ อนึ่งท่านยี่กอฮงหากจะพูดถึงตำแหน่งทางราชการของท่านในไทยก็เป็นถึง พระอนุวัฒน์ราชนิยม ตำแหน่งรองหัวหมื่นกรมมหาดเล็ก ถือเป็นตำแหน่งขุนนางระดับสูงของราชการในสมัยนั้น นอกจากนั้นท่านยี่กอฮงยังเป็นคหบดี หรือเป็นเศรษฐีผู้มั่งมีและกว้างขวางเพราะมีธุรกิจหลายอย่างอยู่ในเขตเยาวราชในยุคนั้น
ด้านหลังเป็นรูปปีเซี้ยยกขายืนอยู่บนกองเงินกองทอง หมายถึงปีเซียะที่เป็นเจ้าทรัพย์เจ้าแห่งทรัพย์สินเงินทองทั้งปวง ปีเซียะยกขาหมายถึงการนำพาซึ่งเงินทองและโชคลาภ หากบูชาไว้ทรัพย์สินเงินทองจะเพิ่มพูนหาเงินหาทองได้ง่าย เหมาะสำหรับ นักธุรกิจ นักการเงิน พ่อค้าแม่ค้า ผู้ที่ทำงานการเงินการธนาคารหรือผู้ที่เก็บเงินไม่อยู่ บูชาดียิ่งนัก

โดยมีอักขระจีนมีความมงคลต่างๆดังนี้
年年有余 = เหลือกินเหลือใช้
招财进宝 = ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูน
万事如意 = ขอให้ทุกอย่างสมความปรารถนา
财源广进 = เงินทองไหลมา
大吉大利 = โชคดีเฮง เฮง เฮง
金玉满堂 = เงินทองเต็มบ้าน

เทวสถานเป็นสถานที่ ที่ผู้คนต่างหลั่งไหลกันไปกราบไหว้ขอพร บนบานสานกล่าวขอให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา และส่วนใหญ่มักประสบความสำเร็จ เพราะสถานที่แต่ละแหล่งนั้นล้วนแล้วแต่มีเทพหรือเทวดาผู้ทรงฤทธิ์สถิตย์รักษาอยู่ และช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความทุกข์และให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา เทวสถานจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนต่างยอมรับนับถือและหากมีเรื่องที่เดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลืออันใดแล้วมักจะไปกราบไหว้ขอพรอยู่เสมอ
เพื่อให้พระผงเจ้าสัวยี่กอฮงหลังปีเซียะเจ้าทรัพย์นี้เป็นวัตถุมงคลที่แรงและศักดิ์สิทธิ์จึงได้นำเอามวลสารซึ่งเป็นผงธูปจากเทวสถานถึง 7 แห่งดังต่อไปนี้
1.ผงธูปบูชา ศาลเจ้าพ่อปู่เจ้ายี่กอฮง สน.พลับพลาไชย เยาวราช
2.ผงธูปบูชา วัดพระศรีมหาอุมาเทววี(วัดแขก) สีลม
3.ผงธูปบูชาศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ ราชประสงค์
4.ผงธูปบูชา องค์พระพิฆเณศ และพระตรีมูรติ เซ็นทรัลเวิลด์
5.ผงธูปบูชา วัดมังกรกมลาวาส(เล่งเน่ยยี่) เยาวราช
6ผงธูปบูชา.ศาลเจ้ายี่ฮองกง เยาวราช
7.ผงธูปบูชาวัดเล่งเน่ยยี่ 2 บางบัวทอง

เทวสถานดังที่กล่าวมาทั้ง 7 แห่งนั้นป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นเทวสถานยอดนิยมที่ ผู้คนทั้งในและนอกประเทศหลั่งไหลกันไปกราบไหว้ขอพรจากเทพเจ้าหรือสิงศักดิ์สิทธิ์กันมากมาย และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อธิษฐานขอพรมักสำฤทธิ์ผล จึงเป็นเคล็ดลับสำคัญที่นำมวลสารจากสถานที่ดังกล่าวมาเป็นมวลสารสำคัญในการจัดสร้างเพื่อให้เกิดความสำเร็จเป็นตัวเร่งให้ผู้ที่ขอพรหรือผู้บูชานั้นให้สำเร็จผลในสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

พิธีปลุกเสกสองวาระดังนี้
1.พิธีบวงสรวงนำฤกษ์ วันที่ 6 ก.ย. 2558 ณ สำนักบรมครูปู่ฤาษี อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

2.พิธีปลุกเสกโดยอาจารย์สรายุทธ ศิษย์เอกหลวงปู่ชื่น ณ.สำนักติคณาโณ ซอยสวนผัก จังหวัดนนทบุรี โดยอาจารย์สรายุทธปลุกเสกและได้อัญเชิญบารมีหลวงปู่ชื่น มาประสิทธิ์ให้มีความขลังและแรงยิ่งขึ้น


พระผงเจ้าสัวยี่กอฮงหลังปีเซียะเจ้าทรัพย์ เป็นเครื่องรางของขลังที่ให้อิทธิคุณอำนาจเป็นยอดทางด้านเสริมโชคลาภ เสี่ยงโชค เสี่ยงดวง เสริมฐานะเงินทองให้มั่นคง ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี มีเงินทองสมบัติงอกเงย ค้าขายดี เสริมธุรกิจร้านค้า เสริมบารมีตำแหน่งหน้าที่การงาน เลื่อนขั้นเลื่อนตำแห่นงได้ดียิ่งนัก เป็นยอดของขลังของดีที่ควรมีไว้บูชาสำหรับทุกอาชีพ ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังแข่งขันกันสูงควรมีของดีแบบนี้ไว้เป็นตัวช่วย เพื่อเสริมฐานะอาชีพได้ดียิ่งนัก

ผงเจ้าสัวยี่กอฮง เนื้อมวลสารล้วนปัดทอง ตะกรุดทองคำแท้ 2 ดอก กรรมการพิเศษ จำนวนสร้าง 9 องค์ ราคาบูชา 3000.-



-ผงเจ้าสัวยี่กอฮง เนื้อมวลสารล้วนปัดทอง ตะกรุดทองคำแท้ 1 ดอก จำนวนสร้าง 29 องค์ ราคาบูชา 2000.-



-ผงเจ้าสัวยี่กอฮง ฝังตะกรุด 1 ดอก จำนวนสร้าง 599 องค์ ราคาบูชา 500.-



-ผงเจ้าสัวยี่กอฮง (ไม่ฝังตะกรุด) จำนวนสร้าง 599 องค์ ราคาบูชา 300.-




สถานที่บูชา
1.ศูนย์พระเครื่องจอมพระ พาต้าปิ่นเกล้า โทร.089-0240386

2.พระเครื่องออนไลน์สยามมงคล หมู่บ้านมิตรประชาซอย 11 ต.บ้านใหญ่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โทร.086-9244773


**************************************************************

สนใจบูชาจากเราเว็บไซต์ศูนย์พระเครื่องออนไลน์สยามมงคล หมู่บ้านมิตรประชาซอย 11 ต.บ้านใหญ่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และให้จัดส่ง EMS โอนเงินผ่านธนาคารดังต่อไปนี้(เลือกเอา 1 ธนาคาร)

ธ.ทหารไทย   ชื่อบัญชี มธุริน เสรีเชษฐพงศ์   ออมทรัพย์   ปทุมธานี   059-2-31549-3
ธ.กสิกรไทย   ชื่อบัญชี มธุริน เสรีเชษฐพงศ์   ออมทรัพย์   ปทุมธานี   250-2-89290-0
ธ.กรุงไทย   ชื่อบัญชี มธุริน เสรีเชษฐพงศ์   ออมทรัพย์   ปทุมธานี   110-0-26923-1
ธ.ไทยพาณิชย์   ชื่อบัญชี มธุริน เสรีเชษฐพงศ์   ออมทรัพย์   ปทุมธานี   301-414540-0
ธ.กรุงเทพ   ชื่อบัญชี มธุริน เสรีเชษฐพงศ์   ออมทรัพย์   ปทุมธานี   178-4-56136-5

จัดส่งในประเทศเพิ่มค่าจัดส่ง EMS 60.- ยกาเว็นเช่าหลายองค์หรือให้จัดส่งต่างประเทศต้องเอาไปชั่งน้ำหนักก่อนแจ้งให้ทราบโอนชำระเงินแล้วแจ้งโอนได้ที่โทร.086-9244773 หรือ Email : siammongkol@gmail.com

เชิญสมาชิกที่มี Facebook ติดตามสอบถามข้อมูลได้ที่
ผงเจ้าสัวยี่กอฮง - ปี่เซี้ยเจ้าทรัพย์ Facebook page : https://www.facebook.com/%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%87-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C-951412884926170/

10
บทความธรรมะ / เหตุใดถึงต้องทำบุญ
« เมื่อ: มีนาคม 01, 2016, 11:37:28 PM »
** สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม
"ทำไมต้องทำบุญ?"
..เพราะ บุญ เป็นพลังงาน ที่มีพลังดึงดูด ความเจริญ มาสู่ชีวิต เป็นต้นเหตุ แห่งความสุข ความสำเร็จ ในชีวิต
..ถ้าบุญน้อย อุปสรรคในชีวิตก็มาก
..ถ้าบุญมาก อุปสรรคในชีวิตก็น้อย
..ถ้าบุญอ่อนกำลังลง หรือ บุญหมด..
..บาปที่เคยทำไว้ ก็จะได้โอกาส ส่งผล
..ทำให้ชีวิต มีอุปสรรค ต่างๆนานา
..เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีความสุข หมดอำนาจวาสนา เสียชื่อเสียงเกียรติยศ แม้คนที่รักกันก็หมดรัก แม้ทรัพย์ที่มีอยู่น้อยนิด ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้..
..ฉะนั้น การจะมี ทรัพย์สมบัติทุกอย่าง และ ความสมบูรณ์พร้อมในชีวิต ก็ต้องมีบุญ ที่มากเพียงพอ
..ซึ่งไม่ว่า จะอยู่ในสถานภาพใด ล้วนต้องอาศัยบุญทั้งนั้น ไม่ว่าจะอยากอยู่แบบพอมีพอกิน หรือ คิดจะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือ พระเจ้าจักรพรรดิ
..แม้กระทั่ง ปรารถนา ที่จะหมดกิเลส บรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องมีบุญถึง บารมีถึง ถึงจะดำรงอยู่ในสภาวะนั้น ได้อย่างมั่นคง และมีความสุข
..ด้วยเหตุนี้ เราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะสั่งสมบุญ
..เพราะบุญ คือ เบื้องหลังความสุข ความสำเร็จ ในชีวิตทุกระดับ อย่างแท้จริง..

11
บอร์ดสยามมงคล ในหมวดสนทนาทั่วไปนี้ ให้ใช้สำหรับสมาชิกโพสต์พูดคุยสนทนา ทั่วไป โปรดใช้ถ้อยคำสุภาพ และโพสต์อย่างสร้างสรรค์ ห้ามโพสต์การเมือง สิ่งผิดกฏหมาย ถ้อยคำหยาบคาย หรือโพสต์โจมตีหรือทำลายบุคคลอื่น ตลอดจนข้อความหมิ่นสถาบัน และห้ามโพสต์ขายของหรือทำ BackLink ทุกประเภท ฝ่าฝินลบโพสต์และ Block user ทันที โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

12
ห่างจากตัวเมือง จ.นครยก ไม่ไกลนัก มีเขาลูกหนึ่งตั้งอยู่บริเวณปากทางแยกเข้าน้ำตกสาริกาจังหวัดนครนายก โดยเขาลูกนี้มีถ้ำเล็กๆอยู่ชื่อว่าถ้ำสาริกา เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่บรรดาเหล่าศิษยานุศิษย์ผู้ที่เคารพศรัทธาในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสนากรรมฐาน สายพระป่า ได้เคยจาริกมาบำเพ็ญเพียนบารมีธรรม เป็นระยะเวลาหนึ่ง ในระหว่างปี พ.ศ. 2450 ถึง พ.ศ. 2453 โดยพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านได้เลือกเอาถ้ำสาริกานี้เองเป็นที่เจริญธรรมกรรมฐาน ซึ่งลักษณะของถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่อยู่ระหว่างกึ่งกลางเขาลูกหนึ่ง เป็นสถานที่สงบมีธรรมชาติป่าไม้และขุนเขาที่เป็นธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังได้มีการสร้างเป็นวัดและศาสนาสถานต่างๆ อาทิเช่นศาลา และมณฑปหลวงปู่มั่น ตลอดจนเรือนพระธาตุ และได้สร้างพระอุโบสถไว้บนยอดเขาสำหรับพระภิกษุและนักปฏิบัติธรรมได้ปฏิบัติศาสนกิจ

โดยบริเวณถ้ำสาริกาได้สร้างศาลาใหญ่ แล้วได้ตั้งรูปเหมือนบูชาของหลวงปู่มั่น เพื่อให้พุทธบริษัทได้นมัสการและรำลึกถึงพระคุณของหลวงปู่ ภายมณฑปหลวงปู่มั่นได้ประดิษฐานรูปเหมือนยืนหลวงปู่มั่นขนาดใหญ่เพื่อให้สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้กราบไหว้บูชา และภายในเรือนพระธาตุยังได้นำพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุต่างไว้ให้สาธุชนได้สักการะบูชาเพื่อความเป็นศิริมงคลอีกด้วย

วัดถ้ำสาริกานี้ถือเป็นศาสนสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่เหล่าสาธุชน ควรแวะเวียนไปเจริญบุญกุสลและนมัสการองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เพื่อความเป็นศิริมงคล



13


เห็ดหลินจือ ตำนานแห่งยาอายุวัฒนะและกำจัดโรคภัย
เห็ดหลินจือ ชื่อสามัญ : Lingzhi mushroom, Reishi mushroom
เห็ดหลินจือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Ganoderma lucidum (Curtis) P. Karst จัดอยู่ในวงศ์ GANODERMATACEAE


เห็ดหลินจือ มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า เห็ดหมื่นปี หรือ เห็ดอมตะ เป็นต้น

เห็ดหลินจือ จัดเป็นยาจีนที่ใช้กันมายาวนานกว่า 2,000 ปีแล้ว (Chinese traditional medicine) โดยใช้กันนับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นต้นมา ถือเป็นหนึ่งในยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมมาช้านาน เห็ดหลินจือ ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมีมากมายกว่า 100 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่นิยมและมีสรรพคุณทางยาที่ดีที่สุดคือ สายพันธุ์สีแดง หรือ เห็ดหลินจือแดง หรือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) โดยในเห็ดหลินจือจะมีสารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งจะช่วยยับยั้งและรักษาอาการต่างๆได้ดียิ่งนัก โดยแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารพอลิแซ็กคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป

โดยเห็ดหลินจือนี้จัดได้ว่าเป็นยอดสมุนไพรของจีน ที่ให้ผลทางด้านการบำรุงร่างกาย ได้มีการบันทึกในคัมภีร์โบราณชื่อว่า “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ของจีน ได้กล่าวสรรพคุณของเห็นหลินจือไว้ว่า "เห็ดหลินจือนี้เป็นเทพเจ้าแห่งชีวิต ที่มีพลังมหัศจรรย์นักวิทยาศาสตร์พบว่าในเห็ดชนิดนี้มีสารต่าง ๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด เป็นยาบำรุงร่างกายและใช้เป็นยาอายุวัฒนะส่งผลให้มีอายุยืนยาว และยังช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง อีกทั้งยังยับยั้งหรือสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ "

เห็ดหลินจือมีสารต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก หนึ่งในสารสำคัญ คือ โพลีแซคคาไรด์
(Polysaccharide)  ซึ่งช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย ในเห็ดหลินจือแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารโพลี
แซคคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกัน แต่จากงานวิจัยต่างๆ พบว่า เห็ดหลินจือสายพันธุ์ที่มีสารโพลีแซคคาไรด์
มากที่สุดในบรรดาเห็ดหลินจือทั้งหมด คือ เห็ดหลินจือแดง และยังเป็นสายพันธุ์ที่มีสรรพคุณทางยาดีที่สุดอีกด้วย

สรรพคุณโดยรวมของเห็ดหลินจือมีดังนี้
1.บำรุงร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
2.สารบางตัวในเห็นหลินจือสามารถปรับความดันโลหิตให้เหมาะสม
3.กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเลือด
2.ขับสารพิษปรับสมดุลในร่างกายได้ดี
3.เป็นยาอายุวัฒนะเพราะช่วยทำให้ร่างกายต่างๆได้ดีขึ้น ทำให้ห่างไกลจากโรคภัย มีสุขภาพดี



           

14


กษัตริย์ขอม ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ปราบอาณาจักรจามปา ผู้สร้างนครธม ผู้เป็นใหญ่ในสุวรรณภูมิ ผู้ที่สร้างขอบเขตอาณาจักรกว้างไกล  เป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ
  ตามประวัติศาตร์พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นกษัตริย์ที่ทรงปรีชาสามารถมาก

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ประสูติเมื่อประมาณ พ.ศ. 1663 หรือ พ.ศ. 1668 พระนามเดิมคือเจ้าชายวรมัน ทรงเสกสมรสตั้งแต่ทรงพระเยาว์กับเจ้าหญิงชัยราชเทวี สตรีที่มีบทบาทและอิทธิพลสำคัญที่สุดเหนือพระองค์ รวมทั้งโน้มนำให้พระองค์หันมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน

ราว พ.ศ. 1720 – 1721 พระเจ้าชัยอินทรวรมันแห่งอาณาจักรจามปา ทรงนำทัพจามบุกเข้าโจมตียโศธรปุระ กองทัพเรือจามบุกเข้าถึงโตนเลสาบ เผาเมือง และปล้นสะดมสมบัติกลับไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจับพระเจ้าตรีภูวนาทิตวรมันประหารชีวิต เชื่อกันว่า การรุกรานเมืองยโศธปุระครั้งนั้น เจ้าชายวรมันได้วางเฉยยอมให้เมืองแตก จากนั้นพระองค์จึงกู้แผ่นดินขึ้นมาใหม่ โดยนำทัพสู้กับพวกจามนานถึง 4 ปี จนสามารถพิชิตกองเรือจามผู้เชี่ยวชาญการเดินเรือได้อย่างราบคาบ ในยุทธการทางเรือที่โตนเลสาบ

พ.ศ. 1724 ยโศธปุระกลับสู่ความสงบ พระองค์ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พร้อมกับบูรณปฏิสังขรณ์ราชธานีขึ้นมาใหม่ รู้จักกันในชื่อ “เมืองพระนครหลวง” หรือ “นครธม” หรือ “นครใหญ่” และย้ายศูนย์กลางของราชธานีจากปราสาทปาปวนในลัทธิไศวนิกาย มายังปราสาทบายนที่สร้างขึ้นใหม่ ให้เป็นศาสนสถานในลัทธิมหายานแทน จากนั้นมา ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรเขมรโบราณก็คือ ปราสาทบายน หรือนครธม

พระองค์ทรงสถาปนาคติ “พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต” หรือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรขึ้นมา ซึ่งหมายถึงตัวพระองค์เอง คือพระโพธิสัตว์ที่เกิดมาเพื่อปัดเป่าทุกข์ภัยให้แก่ราษฎร ภาพสลักรูปใบหน้าที่ปรากฏตามปรางค์ในหลายปราสาทที่ทรงสร้างขึ้น เชื่อว่าคือใบหน้าของพระองค์ในภาคพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั่นเอง

หลังจากสถาปนาศูนย์กลางอาณาจักรแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงทรงแก้แค้นศัตรูเก่าคืออาณาจักรจามปา ใน พ.ศ. 1733 กองทัพของพระองค์ก็สามารถยึดเมืองวิชัยยะ เมืองหลวงของจามปาได้ นอกเหนือจากการสงครามแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างพุทธสถานไว้มากมาย เช่น ปราสาทบันทายคดี ปราสาทตาพรม ที่สร้างถวายพระมารดา ปราสาทพระขรรค์ สร้างถวายพระบิดา ปราสาทตาโสม ปราสาทนาคพัน ปราสาทบันทายฉมาร์ ในเขตประเทศไทยปัจจุบัน พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นผู้บูรณะปราสาทหินพิมายซึ่งสันนิษฐานเป็นเมืองเกิดของพระมารดา และปราสาทเขาพนมรุ้ง ให้เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และยังมีอาณาจักรละโว้ เมืองศรีเทพ อีกด้วย

นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดให้สร้าง “บ้านมีไฟ” หรือที่พักคนเดินทาง ซึ่งก่อด้วยศิลา และจุดไฟไว้ตลอด ศาสตราจารย์ หลุยส์ ฟิโนต์ ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ เรียกอาคารแบบนี้ว่า “ธรรมศาลา”

  พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือศาสนาพุทธ ตามพระชายาคือ เจ้าหญิงชัยราชเทวี  ในการที่พระองคืนับถือศานาพุทธ พระองค์ทรงสร้าง
ปราสาทบายน ในนครธม เพื่อเป็นศาสนสถาน รวมทั้งการสร้างศาสนสถานตามที่ต่างๆมากมาย รวมทั้งบูรณะปราสาทหินพิมายและ
ปราสาทเขาพนมรุ้ง ตามจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ได้กล่าวว่า พระองค์ทรงสร้างโรงพยาบาลหรือในจารึกเรียกว่า อโรคยาศาลา
 ประมาณ 102 แห่ง

จารึกที่ปราสาทพระขรรค์ กล่าวถึงที่พักคนเดินทางว่ามีจำนวน 121 แห่ง อยู่ตามทางเดินทั่วราชอาณาจักร และตามทางเดินไปเมืองต่างๆ ในจำนวนนั้น มี 17 แห่งอยู่ระหว่างการเดินจากเมืองพระนครไปยังเมืองพิมาย ซึ่งศาสตรจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล พบว่าที่พักคนเดินทางเท่าที่ค้นพบแล้วมี 7 แห่ง แต่ละแห่งห่างกันประมาณ 12 – 15 กิโลเมตร .. จารึกปราสาทพระขรรค์ระบุอีกว่า มีการสร้างโรงพยาบาล หรือที่จารึกเรียกว่า “อโรคยาศาลา” จำนวน 102 แห่ง กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งมีส่วนหนึ่งอยู่ในเขตประเทศไทย

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สิ้นพระชนม์ในประมาณปี พ.ศ. 1758 หรือ พ.ศ. 1762 เชื่อกันว่ามีพระชนม์ชีพยืนยาวถึง 94 ปี ด้วยฉลองพระนามหลังสวรรคตว่า “มหาบรมสุคตะ” หมายความว่า พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่

15

หลวงปู่ชื่น  ติคญาโณ
วัดตาอี อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
“เทพเจ้าแห่งความเมตตา และโชคลาภ
ยอดพระเกจิอาจารย์นามกระเดื่อง เฟื่องฟุ้งไปทั่วทั้งแผ่นดินสยาม สุดยอดวิชาอาถรรพณ์ ผันแปรโลกธาตุ ให้สะท้านสะเทือนด้วยอำนาจของพระเวทย์อันสูงส่ง เข้มขลังสุดวิเศษยากที่จะเสมอเหมือน ขจัดสรรพทุกข์โศกโรคภัย ล้างเสนียดคุณไสย์ ทั้งมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม มหาโชค มหาลาภ ค้าขาย เจริญรุ่งเรือง คุ้มครองป้องกันภัย ขอน้อมเผยแพร่คุณครูอาจารย์ ให้แผ่ไพศาล ตลอดกาลเทอญ...”

 
           สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดกลียุคทั่วโลก ยิ่งประเทศเล็กประเทศน้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากข้าวยากหมากแพงแล้ว ประชาชนยังต้องรับกรรมหนักเพราะครอบครัวแตกสลายเนื่องจากความแร้นแค้นยากจนเป็นสาเหตุใหญ่
           ครอบครัวของหลวงปู่ชื่น  ติคญาโณ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาก็ได้รับความรุนแรงของไฟสงครามเช่นเดียวกัน ทำให้ญาติพี่น้องของหลวงปู่ชื่นลับหายตายจากไปหลายคน  ซึ่งประเทศกัมพูชาขณะนั้นร้อนระอุสุด ๆ จนดูโหดร้ายไปทุกอย่าง  ทำให้หลวงปู่ชื่นเกิดความเบื่อหน่ายจึงเดินธุดงค์เข้ามายังแผ่นดินไทยที่มีแต่ความสงบร่มเย็น
           “หลวงปู่ชื่น นามเดิมชื่อ ชื่น นามสกุล ศรีโสด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 ปีมะเมีย  ตรงกับปี พ.ศ. 2461  เกิดที่บ้านหินกอง อำเภอหินกอง จังหวัดสวายศรีโสพล  ประเทศกัมพูชา  โยมบิดาชื่อ นายชุบ โยมมารดาชื่อ พิม ศรีโสด  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน คือ นายเรียว, นายโพธิ์, นายบุญ, นายเกิด, หลวงปู่ชื่น, นางยอด และนางยาว ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ตามประสาชาวบ้านในชนบททั่วไปของชาวเขมร
           ชีวิตในวัยเยาว์ของหลวงปู่ชื่น นิสัยท่านเป็นคนใจบุญ มีความสุขุมลุ่มลึก  และมีใจโอบอ้อมอารีชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง  ทั้งยังมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ  พออายุได้ 15 ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งพ่อแม่ไม่ขัดข้อง ท่านจึงได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดในหมู่บ้านเกิดของท่าน
           หลังจากบวชเณรได้ระยะหนึ่งพอถึงอายุ 20 ปี หลวงปู่ชื่นก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยได้รับฉายาว่า “ติคญาโณ” เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว หลวงปู่ชื่นได้ศึกษาบทสวดมนต์และบทสวดปาติโมกข์ ซึ่งใช้เวลาเพียงหนึ่งพรรษาก็สวดพระปาติโมกข์ได้แล้ว นับว่าหาพระที่เก่งเช่นนี้น้อยมาก เพราะการท่องบทพระปาติโมกข์พระบางรูปต้องใช้เวลานานนับ 5 ปี 10 ปี เนื่องจากเป็นบทสวดที่ยาวและยากที่สุดนั่นเอง
           “หลวงปู่ชื่นสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในพรรษาที่ 3 หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินธุดงค์ปลงสังขารลัดเลาะไปตามป่าดงพงพี ข้ามเขาลงห้วยในดินแดนประเทศกัมพูชา ทำให้ท่านได้พบกับครูบาอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมที่ตนมีอยู่ให้หลวงปู่ชื่นจนหมดสิ้น โดยเฉพาะฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าดงดิบได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดให้หลวงปู่ชื่น เพื่อให้นำไปช่วยเหลือศิษย์ต่อไปอีก”
           หลวงปู่ชื่นเป็นพระเถระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย  มีศีลจารวัตรที่งดงาม  ชอบบำเพ็ญกุศลเพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่กล้าขึ้น ท่านจะตื่นตั้งแต่ตีสามทำวัตรสวดมนต์  และช่วงค่ำก็เช่นกันท่านจะสวดมนต์มิได้ขาด (นอกจากจะมีกิจนิมนต์และป่วยเท่านั้น)
           “หลวงปู่ชื่นชอบทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเป็นที่สุด และให้ความเป็นธรรมแก่ศิษยานุศิษย์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ทั้งหลายอีกด้วย ท่านจึงเป็นที่รักเคารพของศิษย์และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากในขณะนี้”
ได้อาจารย์เก่งวิชาทุกด้าน

           หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นศิษย์สาย “เขากุเลน” ซึ่งเป็นศูนย์รวมเวทวิทยาอาคมชั้นสูง ที่เป็นฉบับแท้ดั้งเดิมของเขมรโบราณ อาจารย์องค์แรกของท่านคือ “หลวงปู่เอื้อย และหลวงปู่ดี สุวรรณดี” สองปรมาจารย์ผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์-ปาฏิหาริย์มากมายเป็นที่เลื่องลือกันมากในประเทศกัมพูชา
           หลวงปู่ชื่นได้มองเห็นกาลไกลไปข้างหน้าว่า “พรเวทวิทยาคม” ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้จะเป็นประโยชน์มากแก่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติโยมและผู้เดือดร้อนต่าง ๆ ในอนาคตภายหน้าแน่นอน ท่านจึงมุมานะพยายามขยันศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจนสุดความสามารถ ตลอดจนศึกษาการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มพูนพลังจิตให้แก่กล้าขึ้น
           “หลวงปู่ชื่นท่านเรียนกรรมฐานควบคู่ไปกับวิชาอาคมจนท่านเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยมีการทดสอบจากผู้เป็นอาจารย์จนเป็นที่พอใจ  โดยเฉพาะหลวงปู่เอื้อยท่านมีเมตตาถ่ายทอดวิชาและเคล็ดลับต่าง ๆ ให้หลวงปู่ชื่นจนหมดสิ้น  หลวงปู่เอื้อยท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเขมร  ดังชนิดผู้หลักผู้ใหญ่ในเขมรขณะนั้นยังมอบตัวเป็นศิษย์หลายคน”  ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่เอื้อยมรณภาพลง หลวงปู่ชื่นจึงออกเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงดิบในดินแดนเขมรเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์อีกมากมาย  จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงปู่ดี  สุวรรณดี  บน “เขากุเลน” ซึ่งท่านเป็นพระผู้มากด้วยอภิญญาญาณชั้นสูง  และเป็นผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำมหัศจรรย์เหนือโลกโดยแท้
           ด้วยบุญญาบารมีของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ  ทำให้หลวงปู่ดีรับหลวงปู่ชื่นเป็นศิษย์แล้วจึงพากันออกเดินธุดงค์ไปด้วยกันตามสถานที่ต่าง ๆ “หลวงปู่ชื่นได้ศึกษากรรมฐานและเวทวิทยาคมกับธาตุทั้ง 4 ตลอดจนเกร็ดเคล็ดลับการสร้าง-การปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางต่าง ๆ มากมายจากหลวงปู่ดี ทำให้ท่านมีวิชาติดตัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้”
           หลวงปู่ชื่นได้เมตตาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของท่านให้ฟังว่า “หลวงปู่ดีท่านนี้เก่งมาก ท่านเชี่ยวชาญพระเวทแทบทุกชนิด  ท่านเคยเสกผ้าให้เป็นนกกระยางได้  และเสกใบไม้ให้เป็นต่อเป็นแตนได้  ทั้งยังรู้ภาษาสัตว์แทบทุกชนิด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถล่องหนหายตัวและย่นระยะทางได้  ตลอดจนท่านเดินบนผิวน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย”  หลวงปู่ชื่นเล่าว่า หลวงปู่ดีท่านเคยแสดงให้ดูมาแล้ว  ท่านเห็นกับตามาแล้วจึงกล้ามาเล่าให้ฟัง  ท่านแสดงให้ดูก็เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติธรรมสืบต่อกันไปนั่นเอง  “การเรียนวิชาอาคมจะมีฤทธิ์เข้มขลังได้  ต้องประกอบไปด้วยพลังจิตอันเป็นสมาธิแก่กล้าควบคู่กันไปด้วย” หลวงปู่ชื่นกล่าว
           หลวงปู่ชื่นเป็นพระที่คงแก่เรียนคือท่านชอบศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอักขระเลขยันต์  หรือวิชาอาคมอะไรท่านจะทดลองสร้างทดลองปลุกเสกอยู่เสมอ  เมื่อท่านลองแล้วเห็นว่าดีจริงและใช้ได้ผลดีจริงตามตำรา ท่านก็คัดวิชาวิเศษเหล่านั้นมาสร้างมาปลุกวัตถุมงคลให้บรรดาลูกศิษย์ และลูกหลานท่านให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นมงคลเป็นของวิเศษไว้บูชากัน  จากการคัดเลือกพิจารณาตรวจจากหลวงปู่ชื่นแล้วว่า “ดีจริง-เห็นผลจริง” จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ต่อเนื่องเรื่อยมา จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือจากปากของผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นว่ายอดเยี่ยมอยู่ในชณะนี้
           ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำท่านทั้งหลายได้รู้จักหลวงปู่ชื่น  เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสรู้จักหลวงปู่ชื่นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน และใกล้ชิดหลวงปู่มากขึ้น เพราะลูกศิษย์บางคนอยู่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีโอกาสเดินทางมากราบไหว้หลวงปู่  จะด้วยสาเหตุและปัจจัยใด ๆ ก็ตาม  ผู้เขียนขอเป็นสื่อ  ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการหยั่งความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือหลวงปู่  หรือท่านที่มีวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นไว้แล้ว  ขอให้รู้ว่าเราทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์เดียวกัน  เพราะมีวัตถุมงคลที่มาจากการปลุกเสกจากหลวงปู่ด้วยกันทั้งนั้น  ทั้งนี้เพื่อช่วยจรรโลงเกียรติคุณของหลวงปู่ชื่นให้แพร่หลายขจรไป  ตลอดยั่งยืนนานต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง
 
พบสหธรรมิกเก่า
           หลังจากหลวงปู่ชื่นธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ มากมาย  จนกระทั่งท่านเดินทางไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนาราก อำเภอครบุรี  จังหวัดนครราชสีมา ท่านอยู่ได้ 5 พรรษาจึงได้เดินธุดงค์ต่อเรื่อยไปจวบจนอายุท่านมากขึ้น กำลังวังชาถดถอย ท่านจึงอยู่กับที่ระยะหนึ่ง ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2524 หลวงปู่ชื่นได้รับนิมนต์เดินทางไปปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดแห่งหนึ่งใน เขตจังหวัดบุรีรัมย์ งานนั้นหลวงปู่นิล อนุตโร เจ้าอาวาสวัดตาอีรูปปัจจุบันซึ่งเคยเป็น “สหธรรมิก” (เพื่อน) เก่าก่อนกันมาก็ได้รับนิมนต์จากทางเจ้าภาพให้เป็นพระคู่สวดเช่นกัน
           หลังจากพระทุกองค์เสด็จจากกิจนิมนต์แล้ว  ทางเจ้าภาพได้จัดถวายอาหารเพลให้ฉัน  หลวงปู่นิลกับหลวงปู่ชื่นนั่งฉันในวงเดียวกัน  หลวงปู่นิลหันมองพระที่นั่งอยู่ข้างตัว  ท่านคิดในใจว่าคล้ายเคยเห็นกันมาก่อน  แต่ท่านยังจำไม่ได้ว่าเคยเห็นกันที่ไหน เพราะความที่จากกันมานานหลายสิบปีทำให้ท่านทั้งสองแทบจำกันไม่ได้  หลวงปู่นิลได้แต่คิดในใจว่าพระองค์นี้ทำไมช่างเหมือนหลวงปู่ชื่นเสียเหลือเกิน  จนอดใจไม่ไหวจึงเอ่ยถามไปว่า
           “หลวงพ่อท่านอยู่วัดไหน ชื่ออะไร”
           หลวงปู่ชื่นตอบกลับไปทันที
           “อาตมาชื่อชื่น เป็นพระธุดงค์ยังไม่มีวัดจำพรรษา”
           หลวงปู่นิลนั่งคิดตั้งนานที่แท้ก็ใช่หลวงปู่ชื่นจริง ๆ ด้วย  เมื่อท่านทั้งสองได้นั่งสนทนากันแล้วหลวงปู่นิลจึงได้ออกปากนิมนต์หลวงปู่ชื่นให้มาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดตาอี  ประกอบกับช่วงนั้นหลวงปู่ชื่นมีอายุมากแล้วและชาวบ้านตาอีก็ได้นิมนต์ท่านไว้ไม่ให้เดินธุดงค์อีก  นับตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ชื่นจึงได้อยู่จำพรรษาที่วัดตาอีเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้


 
เพชรเริ่มทอแสง
           หลังจากหลวงปู่ชื่นมาอยู่วัดตาอีแล้วท่านได้เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในกุฏิหลังเล็ก ๆ เหมือนพระหลวงตาแก่ ๆ ธรรมดา  แทบไม่มีใครรู้เลยว่าท่านเป็นพระที่มี “พลังจิต” และมีอาคมเข้มขลังมาก จนกระทั่งกลางปี พ.ศ. 2542 หลวงปู่ชื่นได้สร้างวัตถุมงคลออกมา 2-3 รุ่น  ผลปรากฏว่าผู้ที่นำวัตถุมงคลของท่านไปบูชาต่างมีประสบการณ์ต่าง ๆ นานามากมาย  จากปากต่อปากทำให้วัตถุมงคลที่ท่านบรรจุพลังจิตเวทวิทยาคมที่มี “พลังมหัศจรรย์” ความวิเศษขลัง ยับยั้งภัยพาล  อาถรรพณ์จัญไร ขจัดสรรพทุกข์ สรรพโรค สรรพภัยที่มีอานุภาพ  ทั้งเมตตามหานิยม มหาโชค มหาลาภ ค้าขายดีเยี่ยม คุ้มครองป้องกัน ทำให้ชื่อเสียงหลวงปู่ชื่นดังขึ้นมาเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปมากขึ้นเป็นลำดับ  จากปากผู้ที่ได้บูชาวัตถุมงคลของท่านไปบูชาส่วนใหญ่ยอมรับว่าวัตถุมงคลของท่านดีเยี่ยมจริง ๆ ใช้แล้วได้ผลดีเกินคาด  ส่วนสาเหตุที่ท่านยอมเปิดตัวและจัดสร้างวัตถุมงคลออกมาเป็นทางการเนื่องจาก ท่านกำลังก่อสร้างอุโบสถซึ่งขาดปัจจัยอยู่อีกมาก  อีกประการหนึ่งหลวงปู่เคยบอกไว้ว่า
           “ถึงเวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านให้เปิดตัวแล้ว เพื่อนำความรู้เวทวิทยาคมที่ได้ร่ำเรียนมาสงเคราะห์พุทธศาสนิกชน และจัดสร้างถาวรวัตถุเพื่อการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป”
 
เสกหินลงสระกลายเป็นงูยักษ์
           เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชื่นมาอยู่ที่วัดตาอีใหม่ ๆ นั้น  ท่านได้เร่งทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนพลังจิตแก่กล้า ด้วยท่านเป็นพระที่รักสันโดษชอบเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่แต่ภายในกุฏิ  ชาวบ้านจึงคิดว่าท่านเป็นหลวงตาแก่ ๆ ไม่มีอะไร  เป็นพระธรรมดาไม่มีวิชาอาคมอันใด
           ต่อมาทางวัดได้ขุดสระใหม่ ทางเจ้าอาวาสจึงประกาศบอกชาวบ้านว่า “ห้ามลงอาบน้ำในสระ” เพราะสระน้ำแห่งนี้พระเณรต้องใช้ดื่มกิน แต่ชาวบ้านขาดความเกรงใจท่าน ตกเย็นทั้งหนุ่มสาวพากันลงว่ายน้ำเล่นในสระอย่างสนุกสนาน บ้างก็นำผ้ามาซักทำให้ฟองแฟ๊บที่ซักลอยเต็มคุ้งสระ บอกแล้วก็เฉย เตือนแล้วก็ไม่หยุด
           หลวงปู่ชื่นจึงใช้ไม้ตายเพื่อให้รู้จักที่ต่ำที่สูง  และที่ควรมิควรกันบ้าง ท่านจึงนำก้อนหินมาสองก้อน แล้วเสกด้วยคาถาอาคมจากนั้นท่านโยนลงไปในสระน้ำ
           “สามวันต่อมาพวกที่ชอบลงเล่นน้ำในสระภายในวัดต่างก็ตกใจแตกตื่นขึ้นตลิ่งกันแทบไม่ทัน เพราะเห็นพญางูยักษ์สองตัวว่ายน้ำไปมาในสระให้เห็นกับตากันจะจะ   ชาวบ้านตาอีเห็นกันทั้งหมู่บ้าน”
           เรื่องนี้เป็นที่เลื่องลือกันมากในอำเภอบ้านกรวด  ถ้าหากใครมีโอกาสได้ไปที่วัดตาอีลองสอบถามชาวบ้านดูก็ได้  และจากวันนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่มีใครกล้าลงไปเล่นน้ำในสระที่วัดตาอีกันอีกเลย...
 
หลวงปู่ผู้เมตตา
หลวงปู่ชื่นท่านมีเมตตาต่อศิษย์ทุกคน ท่านให้ความช่วยเหลือลูกศิษย์ไม่เลือกหน้าไม่ว่าจะยากดีมีจนเดือดร้อนมาหาท่านๆก็ช่วยหมด นิมนต์ท่านไปทำอะไรที่ไหนท่านก็เมตตาไปโปรดทุกคน ถึงแม้แต่ท่านมรณภาพ(มรณภาพ ปี พ.ศ.2547) ไปแล้วท่านก็ยังมาโปรดลูกศิษย์ทุกคน ใครมีวัตถุมงคลของหลวงปู่ไว้หากบูชาด้วยความเคารพศรัทธาหลวงปู่ แล้วเป็นอยู่ในศีลธรรมแล้วจะไม่มีคำว่ายากจน ขัดสน หรืออดอยากเด็ดขาด จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองดียิ่งๆขึ้นไป ถึงขนาดปรารถนาสิ่งใดหากอธิษฐานขอแล้วและไม่เกินวิสัยแล้วละก็จะได้ดังใจปรารถนาทุกประการ



เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา บรรดาผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของพระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ว่าวัตถุมงคลที่หลวงปู่อธิษฐานจิตให้นั้นมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ทั้งนี้อันเนื่องด้วยวัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกประเภทที่ท่านได้ปลุกเสกไว้ นอกจากจะมีเทวดาคอยปกปักษ์รักษาวัตถุมงคลของท่านไว้แล้ว หลวงปู่เองท่านก็เคยกล่าวไว้ในขณะมีชีวิตอยู่ว่าหากท่านมรณะภาพแล้วท่านจะยังไม่เข้าพระนิพพาน แต่จะคอยให้ความช่วยเหลือบรรดาลูกศิษย์และผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของท่านก่อน นี่นับว่าเป็นหนึ่งในความเมตตาของท่านต่อบรรดาลูกหลานทั้งหลายของหลวงปู่ที่มีบุญวาสนาได้บูชาสุดยอดของดีที่ท่านได้มอบไว้ให้

ดังนั้นท่านทั้งหลายที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุมงคลประเภทใด ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่าของที่ท่านบูชาอยู่นั้น เป็นของดีที่มีเทวดาคุ้มครองอยู่ และยังมีหลวงปู่คอยติดตามให้ความช่วยเหลือท่านตลอดเวลา ขอให้ท่านบูชาด้วยความเคารพ ระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่ไว้เสมอ ของบางอย่างถึงแม้จะใช้ทางด้านรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่ใช่ว่าท่านจะใช้ได้อย่างไม่มีขอบเขต หรือใช้ในทางผิดศีลธรรม มีหลายคนที่ใช้ของ ๆ ท่านในทางผิดศีลธรรม หลวงปู่ถึงกับมาเตือนกันเลย บางคนได้ยินเป็นเสียงท่านมาบอก บางคนฝันเห็นท่านมาเตือนให้เลิกพฤติกรรมชั่วก็มี  จะเห็นได้ว่าหลวงปู่ไม่ได้สนับสนุนให้ลูกหลานทั้งทำผิดศีลธรรมแต่ประการใด

มีวัตถุมงคลของหลวงปู่แล้วถ้าจะให้ขลังและเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นให้ปฏิบัติดังนี้ เมื่อถึงวันพระให้หาพวงมาลัยดอกไม้ ธูปเทียน ถวายบูชาต่อวัตถุมงคลของท่าน ถ้ามีน้ำอบน้ำหอมก็ให้ประพรมที่วัตถุมงคลจะดีมาก หากผู้ใดจะบูชาหรือขอสิ่งใดท่านเป็นพิเศษ ให้ถวาย ขนมจีน หรือ น้อยหน่าสุก ถ้าได้ทั้งสองอย่างจะดีมากเพราะเป็นของที่ท่านโปรด เมื่อถวายแล้วให้บอกความต้องการให้ท่านทราบและขอให้ท่านช่วยตามต้องการ เมื่อความมุ่งหมายสำเร็จแล้วให้ถวายอีกครั้งหนึ่ง แล้วที่สำคัญต้องทำบุญกุศลอุทิศให้หลวงปู่และเทพเทวดาที่รักษาวัตถุมงคลของหลวงปู่บ้างจะดีมาก

วัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นมีคุณวิเศษ ที่ยากที่ของใครจะเหมือนคือ วัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกประเภท จะลงคาถากัน คัดถอน และกันของเสื่อมไว้ ใครมีวัตถุมงคลของหลวงปู่ไว้บูชาให้สบายใจได้ ว่าพุทธคุณนั้นทรงความเข้มขลังไม่เสื่อมคลาย

และขอเตือนทุกท่านให้พึงระลึกไว้เสมอว่า การใช้วัตถุมงคล เครื่องรางของขลังไม่ว่าจะเป็นของหลวงปู่ชื่น หรือของท่านอื่น ห้ามใช้ในทางผิดศีลธรรม คือห้ามใช้ผิดศีล 5 เด็ดขาด ของที่ทำขึ้นมาให้ท่านได้ใช้บูชาเพื่อให้ท่านได้สมหวังในสิ่งที่ต้องการในขอบเขตของศีลธรรมเท่านั้น ไม่ได้ทำมาเพื่อส่งเสริมให้ท่านใช้ละเมิดศีล หากท่านผ่าฝืน นอกจากครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงพ่อจะไม่เห็นด้วยแล้ว หากท่านสิ้นลมหายใจไปจากโลกนี้แล้วที่ไปของท่านคืออบายภูมิคือนรกแน่นอน

หน้า: [1] 2