* ล่าสุด

ไหว้พระนอนเสริมสิริมงคล วัดพนมยงค์ จ.พระนครศรีอยุธยา
(ดู : 195 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 03 06 2560, 11:39:03
Last Post
เชิญบูชาเครื่องรางหนุมาน "หนุมานครองเมือง" สุดยอดวัตถุมงคลแห่งปีวอก
(ดู : 275 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 03 05 2560, 22:32:47
Last Post
ถูกหวยรวยข้ามคืน ความหวังของคนมีรายได้น้อยหรือคนที่หวังรวยทางลัด
(ดู : 218 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 31 03 2560, 22:48:53
Last Post
ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ยึดถือปฏิบัติ (ประเพณีฮีตสิบสอง)
(ดู : 368 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:36:09
Last Post
วันวิสาขบูชา
(ดู : 303 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:34:57
Last Post
ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่
(ดู : 309 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:33:57
Last Post
งานสารทไทยกล้วยไข่ และของดีเมืองกำแพง
(ดู : 329 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:33:00
Last Post
กัลยาณมิตร
(ดู : 375 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 24 05 2559, 18:51:55
Last Post
เชิญบูชายี่กอฮง - ปี่เซี้ย สุดยอดแห่งเครื่องรางโชคลาภเสี่ยงดวง
(ดู : 3386 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 13 05 2559, 10:53:11
Last Post
เหตุใดถึงต้องทำบุญ
(ดู : 385 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 01 03 2559, 23:37:28
Last Post
กฏกติกามารยาทสำหรับบอร์ดสนทนาทั่วไป
(ดู : 373 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 27 02 2559, 13:55:34
Last Post
กราบหลวงปู่มั่นที่ วัดถ้ำสาริกา จ.นครนายก
(ดู : 652 | ตอบ : 2 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 26 02 2559, 17:24:05
Last Post

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 [2] 3
11
สนทนาทั่วไป / กฏกติกามารยาทสำหรับบอร์ดสนทนาทั่วไป
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กุมภาพันธ์ 27, 2016, 01:55:34 PM »
บอร์ดสยามมงคล ในหมวดสนทนาทั่วไปนี้ ให้ใช้สำหรับสมาชิกโพสต์พูดคุยสนทนา ทั่วไป โปรดใช้ถ้อยคำสุภาพ และโพสต์อย่างสร้างสรรค์ ห้ามโพสต์การเมือง สิ่งผิดกฏหมาย ถ้อยคำหยาบคาย หรือโพสต์โจมตีหรือทำลายบุคคลอื่น ตลอดจนข้อความหมิ่นสถาบัน และห้ามโพสต์ขายของหรือทำ BackLink ทุกประเภท ฝ่าฝินลบโพสต์และ Block user ทันที โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
12
ประมวลภาพวัดถ้ำสาริกา เพิ่มเติม
13
ประมวลภาพวัดถ้ำสาริกา เพิ่มเติม
14
ทำบุญวัดดี ไหว้พระวัดดัง / กราบหลวงปู่มั่นที่ วัดถ้ำสาริกา จ.นครนายก
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กุมภาพันธ์ 26, 2016, 05:24:05 PM »
ห่างจากตัวเมือง จ.นครยก ไม่ไกลนัก มีเขาลูกหนึ่งตั้งอยู่บริเวณปากทางแยกเข้าน้ำตกสาริกาจังหวัดนครนายก โดยเขาลูกนี้มีถ้ำเล็กๆอยู่ชื่อว่าถ้ำสาริกา เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่บรรดาเหล่าศิษยานุศิษย์ผู้ที่เคารพศรัทธาในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสนากรรมฐาน สายพระป่า ได้เคยจาริกมาบำเพ็ญเพียนบารมีธรรม เป็นระยะเวลาหนึ่ง ในระหว่างปี พ.ศ. 2450 ถึง พ.ศ. 2453 โดยพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านได้เลือกเอาถ้ำสาริกานี้เองเป็นที่เจริญธรรมกรรมฐาน ซึ่งลักษณะของถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่อยู่ระหว่างกึ่งกลางเขาลูกหนึ่ง เป็นสถานที่สงบมีธรรมชาติป่าไม้และขุนเขาที่เป็นธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังได้มีการสร้างเป็นวัดและศาสนาสถานต่างๆ อาทิเช่นศาลา และมณฑปหลวงปู่มั่น ตลอดจนเรือนพระธาตุ และได้สร้างพระอุโบสถไว้บนยอดเขาสำหรับพระภิกษุและนักปฏิบัติธรรมได้ปฏิบัติศาสนกิจ

โดยบริเวณถ้ำสาริกาได้สร้างศาลาใหญ่ แล้วได้ตั้งรูปเหมือนบูชาของหลวงปู่มั่น เพื่อให้พุทธบริษัทได้นมัสการและรำลึกถึงพระคุณของหลวงปู่ ภายมณฑปหลวงปู่มั่นได้ประดิษฐานรูปเหมือนยืนหลวงปู่มั่นขนาดใหญ่เพื่อให้สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้กราบไหว้บูชา และภายในเรือนพระธาตุยังได้นำพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุต่างไว้ให้สาธุชนได้สักการะบูชาเพื่อความเป็นศิริมงคลอีกด้วย

วัดถ้ำสาริกานี้ถือเป็นศาสนสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่เหล่าสาธุชน ควรแวะเวียนไปเจริญบุญกุสลและนมัสการองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เพื่อความเป็นศิริมงคล


15
สาระความรู้ทั่วไป / เห็ดหลินจือ ตำนานแห่งยาอายุวัฒนะและกำจัดโรคภัย
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กุมภาพันธ์ 24, 2016, 03:30:55 PM »


เห็ดหลินจือ ตำนานแห่งยาอายุวัฒนะและกำจัดโรคภัย
เห็ดหลินจือ ชื่อสามัญ : Lingzhi mushroom, Reishi mushroom
เห็ดหลินจือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Ganoderma lucidum (Curtis) P. Karst จัดอยู่ในวงศ์ GANODERMATACEAE


เห็ดหลินจือ มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า เห็ดหมื่นปี หรือ เห็ดอมตะ เป็นต้น

เห็ดหลินจือ จัดเป็นยาจีนที่ใช้กันมายาวนานกว่า 2,000 ปีแล้ว (Chinese traditional medicine) โดยใช้กันนับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นต้นมา ถือเป็นหนึ่งในยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมมาช้านาน เห็ดหลินจือ ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมีมากมายกว่า 100 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่นิยมและมีสรรพคุณทางยาที่ดีที่สุดคือ สายพันธุ์สีแดง หรือ เห็ดหลินจือแดง หรือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) โดยในเห็ดหลินจือจะมีสารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide) ซึ่งจะช่วยยับยั้งและรักษาอาการต่างๆได้ดียิ่งนัก โดยแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารพอลิแซ็กคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป

โดยเห็ดหลินจือนี้จัดได้ว่าเป็นยอดสมุนไพรของจีน ที่ให้ผลทางด้านการบำรุงร่างกาย ได้มีการบันทึกในคัมภีร์โบราณชื่อว่า “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ของจีน ได้กล่าวสรรพคุณของเห็นหลินจือไว้ว่า "เห็ดหลินจือนี้เป็นเทพเจ้าแห่งชีวิต ที่มีพลังมหัศจรรย์นักวิทยาศาสตร์พบว่าในเห็ดชนิดนี้มีสารต่าง ๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด เป็นยาบำรุงร่างกายและใช้เป็นยาอายุวัฒนะส่งผลให้มีอายุยืนยาว และยังช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง อีกทั้งยังยับยั้งหรือสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ "

เห็ดหลินจือมีสารต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก หนึ่งในสารสำคัญ คือ โพลีแซคคาไรด์
(Polysaccharide)  ซึ่งช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย ในเห็ดหลินจือแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารโพลี
แซคคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกัน แต่จากงานวิจัยต่างๆ พบว่า เห็ดหลินจือสายพันธุ์ที่มีสารโพลีแซคคาไรด์
มากที่สุดในบรรดาเห็ดหลินจือทั้งหมด คือ เห็ดหลินจือแดง และยังเป็นสายพันธุ์ที่มีสรรพคุณทางยาดีที่สุดอีกด้วย

สรรพคุณโดยรวมของเห็ดหลินจือมีดังนี้
1.บำรุงร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
2.สารบางตัวในเห็นหลินจือสามารถปรับความดันโลหิตให้เหมาะสม
3.กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเลือด
2.ขับสารพิษปรับสมดุลในร่างกายได้ดี
3.เป็นยาอายุวัฒนะเพราะช่วยทำให้ร่างกายต่างๆได้ดีขึ้น ทำให้ห่างไกลจากโรคภัย มีสุขภาพดี



           
16


กษัตริย์ขอม ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ปราบอาณาจักรจามปา ผู้สร้างนครธม ผู้เป็นใหญ่ในสุวรรณภูมิ ผู้ที่สร้างขอบเขตอาณาจักรกว้างไกล  เป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ
  ตามประวัติศาตร์พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นกษัตริย์ที่ทรงปรีชาสามารถมาก

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ประสูติเมื่อประมาณ พ.ศ. 1663 หรือ พ.ศ. 1668 พระนามเดิมคือเจ้าชายวรมัน ทรงเสกสมรสตั้งแต่ทรงพระเยาว์กับเจ้าหญิงชัยราชเทวี สตรีที่มีบทบาทและอิทธิพลสำคัญที่สุดเหนือพระองค์ รวมทั้งโน้มนำให้พระองค์หันมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน

ราว พ.ศ. 1720 – 1721 พระเจ้าชัยอินทรวรมันแห่งอาณาจักรจามปา ทรงนำทัพจามบุกเข้าโจมตียโศธรปุระ กองทัพเรือจามบุกเข้าถึงโตนเลสาบ เผาเมือง และปล้นสะดมสมบัติกลับไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจับพระเจ้าตรีภูวนาทิตวรมันประหารชีวิต เชื่อกันว่า การรุกรานเมืองยโศธปุระครั้งนั้น เจ้าชายวรมันได้วางเฉยยอมให้เมืองแตก จากนั้นพระองค์จึงกู้แผ่นดินขึ้นมาใหม่ โดยนำทัพสู้กับพวกจามนานถึง 4 ปี จนสามารถพิชิตกองเรือจามผู้เชี่ยวชาญการเดินเรือได้อย่างราบคาบ ในยุทธการทางเรือที่โตนเลสาบ

พ.ศ. 1724 ยโศธปุระกลับสู่ความสงบ พระองค์ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พร้อมกับบูรณปฏิสังขรณ์ราชธานีขึ้นมาใหม่ รู้จักกันในชื่อ “เมืองพระนครหลวง” หรือ “นครธม” หรือ “นครใหญ่” และย้ายศูนย์กลางของราชธานีจากปราสาทปาปวนในลัทธิไศวนิกาย มายังปราสาทบายนที่สร้างขึ้นใหม่ ให้เป็นศาสนสถานในลัทธิมหายานแทน จากนั้นมา ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรเขมรโบราณก็คือ ปราสาทบายน หรือนครธม

พระองค์ทรงสถาปนาคติ “พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต” หรือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรขึ้นมา ซึ่งหมายถึงตัวพระองค์เอง คือพระโพธิสัตว์ที่เกิดมาเพื่อปัดเป่าทุกข์ภัยให้แก่ราษฎร ภาพสลักรูปใบหน้าที่ปรากฏตามปรางค์ในหลายปราสาทที่ทรงสร้างขึ้น เชื่อว่าคือใบหน้าของพระองค์ในภาคพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั่นเอง

หลังจากสถาปนาศูนย์กลางอาณาจักรแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงทรงแก้แค้นศัตรูเก่าคืออาณาจักรจามปา ใน พ.ศ. 1733 กองทัพของพระองค์ก็สามารถยึดเมืองวิชัยยะ เมืองหลวงของจามปาได้ นอกเหนือจากการสงครามแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างพุทธสถานไว้มากมาย เช่น ปราสาทบันทายคดี ปราสาทตาพรม ที่สร้างถวายพระมารดา ปราสาทพระขรรค์ สร้างถวายพระบิดา ปราสาทตาโสม ปราสาทนาคพัน ปราสาทบันทายฉมาร์ ในเขตประเทศไทยปัจจุบัน พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นผู้บูรณะปราสาทหินพิมายซึ่งสันนิษฐานเป็นเมืองเกิดของพระมารดา และปราสาทเขาพนมรุ้ง ให้เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และยังมีอาณาจักรละโว้ เมืองศรีเทพ อีกด้วย

นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดให้สร้าง “บ้านมีไฟ” หรือที่พักคนเดินทาง ซึ่งก่อด้วยศิลา และจุดไฟไว้ตลอด ศาสตราจารย์ หลุยส์ ฟิโนต์ ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ เรียกอาคารแบบนี้ว่า “ธรรมศาลา”

  พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือศาสนาพุทธ ตามพระชายาคือ เจ้าหญิงชัยราชเทวี  ในการที่พระองคืนับถือศานาพุทธ พระองค์ทรงสร้าง
ปราสาทบายน ในนครธม เพื่อเป็นศาสนสถาน รวมทั้งการสร้างศาสนสถานตามที่ต่างๆมากมาย รวมทั้งบูรณะปราสาทหินพิมายและ
ปราสาทเขาพนมรุ้ง ตามจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ได้กล่าวว่า พระองค์ทรงสร้างโรงพยาบาลหรือในจารึกเรียกว่า อโรคยาศาลา
 ประมาณ 102 แห่ง

จารึกที่ปราสาทพระขรรค์ กล่าวถึงที่พักคนเดินทางว่ามีจำนวน 121 แห่ง อยู่ตามทางเดินทั่วราชอาณาจักร และตามทางเดินไปเมืองต่างๆ ในจำนวนนั้น มี 17 แห่งอยู่ระหว่างการเดินจากเมืองพระนครไปยังเมืองพิมาย ซึ่งศาสตรจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล พบว่าที่พักคนเดินทางเท่าที่ค้นพบแล้วมี 7 แห่ง แต่ละแห่งห่างกันประมาณ 12 – 15 กิโลเมตร .. จารึกปราสาทพระขรรค์ระบุอีกว่า มีการสร้างโรงพยาบาล หรือที่จารึกเรียกว่า “อโรคยาศาลา” จำนวน 102 แห่ง กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งมีส่วนหนึ่งอยู่ในเขตประเทศไทย

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สิ้นพระชนม์ในประมาณปี พ.ศ. 1758 หรือ พ.ศ. 1762 เชื่อกันว่ามีพระชนม์ชีพยืนยาวถึง 94 ปี ด้วยฉลองพระนามหลังสวรรคตว่า “มหาบรมสุคตะ” หมายความว่า พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
17

หลวงปู่ชื่น  ติคญาโณ
วัดตาอี อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์
“เทพเจ้าแห่งความเมตตา และโชคลาภ
ยอดพระเกจิอาจารย์นามกระเดื่อง เฟื่องฟุ้งไปทั่วทั้งแผ่นดินสยาม สุดยอดวิชาอาถรรพณ์ ผันแปรโลกธาตุ ให้สะท้านสะเทือนด้วยอำนาจของพระเวทย์อันสูงส่ง เข้มขลังสุดวิเศษยากที่จะเสมอเหมือน ขจัดสรรพทุกข์โศกโรคภัย ล้างเสนียดคุณไสย์ ทั้งมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม มหาโชค มหาลาภ ค้าขาย เจริญรุ่งเรือง คุ้มครองป้องกันภัย ขอน้อมเผยแพร่คุณครูอาจารย์ ให้แผ่ไพศาล ตลอดกาลเทอญ...”

 
           สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดกลียุคทั่วโลก ยิ่งประเทศเล็กประเทศน้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากข้าวยากหมากแพงแล้ว ประชาชนยังต้องรับกรรมหนักเพราะครอบครัวแตกสลายเนื่องจากความแร้นแค้นยากจนเป็นสาเหตุใหญ่
           ครอบครัวของหลวงปู่ชื่น  ติคญาโณ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาก็ได้รับความรุนแรงของไฟสงครามเช่นเดียวกัน ทำให้ญาติพี่น้องของหลวงปู่ชื่นลับหายตายจากไปหลายคน  ซึ่งประเทศกัมพูชาขณะนั้นร้อนระอุสุด ๆ จนดูโหดร้ายไปทุกอย่าง  ทำให้หลวงปู่ชื่นเกิดความเบื่อหน่ายจึงเดินธุดงค์เข้ามายังแผ่นดินไทยที่มีแต่ความสงบร่มเย็น
           “หลวงปู่ชื่น นามเดิมชื่อ ชื่น นามสกุล ศรีโสด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 11 ปีมะเมีย  ตรงกับปี พ.ศ. 2461  เกิดที่บ้านหินกอง อำเภอหินกอง จังหวัดสวายศรีโสพล  ประเทศกัมพูชา  โยมบิดาชื่อ นายชุบ โยมมารดาชื่อ พิม ศรีโสด  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน คือ นายเรียว, นายโพธิ์, นายบุญ, นายเกิด, หลวงปู่ชื่น, นางยอด และนางยาว ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ตามประสาชาวบ้านในชนบททั่วไปของชาวเขมร
           ชีวิตในวัยเยาว์ของหลวงปู่ชื่น นิสัยท่านเป็นคนใจบุญ มีความสุขุมลุ่มลึก  และมีใจโอบอ้อมอารีชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง  ทั้งยังมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ  พออายุได้ 15 ปี ได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งพ่อแม่ไม่ขัดข้อง ท่านจึงได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดในหมู่บ้านเกิดของท่าน
           หลังจากบวชเณรได้ระยะหนึ่งพอถึงอายุ 20 ปี หลวงปู่ชื่นก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยได้รับฉายาว่า “ติคญาโณ” เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว หลวงปู่ชื่นได้ศึกษาบทสวดมนต์และบทสวดปาติโมกข์ ซึ่งใช้เวลาเพียงหนึ่งพรรษาก็สวดพระปาติโมกข์ได้แล้ว นับว่าหาพระที่เก่งเช่นนี้น้อยมาก เพราะการท่องบทพระปาติโมกข์พระบางรูปต้องใช้เวลานานนับ 5 ปี 10 ปี เนื่องจากเป็นบทสวดที่ยาวและยากที่สุดนั่นเอง
           “หลวงปู่ชื่นสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในพรรษาที่ 3 หลังจากนั้นท่านจึงออกเดินธุดงค์ปลงสังขารลัดเลาะไปตามป่าดงพงพี ข้ามเขาลงห้วยในดินแดนประเทศกัมพูชา ทำให้ท่านได้พบกับครูบาอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่หลายรูป ซึ่งแต่ละอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมที่ตนมีอยู่ให้หลวงปู่ชื่นจนหมดสิ้น โดยเฉพาะฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าดงดิบได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดให้หลวงปู่ชื่น เพื่อให้นำไปช่วยเหลือศิษย์ต่อไปอีก”
           หลวงปู่ชื่นเป็นพระเถระที่มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย  มีศีลจารวัตรที่งดงาม  ชอบบำเพ็ญกุศลเพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่กล้าขึ้น ท่านจะตื่นตั้งแต่ตีสามทำวัตรสวดมนต์  และช่วงค่ำก็เช่นกันท่านจะสวดมนต์มิได้ขาด (นอกจากจะมีกิจนิมนต์และป่วยเท่านั้น)
           “หลวงปู่ชื่นชอบทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเป็นที่สุด และให้ความเป็นธรรมแก่ศิษยานุศิษย์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ทั้งหลายอีกด้วย ท่านจึงเป็นที่รักเคารพของศิษย์และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากในขณะนี้”
ได้อาจารย์เก่งวิชาทุกด้าน

           หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ เป็นศิษย์สาย “เขากุเลน” ซึ่งเป็นศูนย์รวมเวทวิทยาอาคมชั้นสูง ที่เป็นฉบับแท้ดั้งเดิมของเขมรโบราณ อาจารย์องค์แรกของท่านคือ “หลวงปู่เอื้อย และหลวงปู่ดี สุวรรณดี” สองปรมาจารย์ผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์-ปาฏิหาริย์มากมายเป็นที่เลื่องลือกันมากในประเทศกัมพูชา
           หลวงปู่ชื่นได้มองเห็นกาลไกลไปข้างหน้าว่า “พรเวทวิทยาคม” ที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้จะเป็นประโยชน์มากแก่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติโยมและผู้เดือดร้อนต่าง ๆ ในอนาคตภายหน้าแน่นอน ท่านจึงมุมานะพยายามขยันศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจนสุดความสามารถ ตลอดจนศึกษาการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มพูนพลังจิตให้แก่กล้าขึ้น
           “หลวงปู่ชื่นท่านเรียนกรรมฐานควบคู่ไปกับวิชาอาคมจนท่านเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยมีการทดสอบจากผู้เป็นอาจารย์จนเป็นที่พอใจ  โดยเฉพาะหลวงปู่เอื้อยท่านมีเมตตาถ่ายทอดวิชาและเคล็ดลับต่าง ๆ ให้หลวงปู่ชื่นจนหมดสิ้น  หลวงปู่เอื้อยท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเขมร  ดังชนิดผู้หลักผู้ใหญ่ในเขมรขณะนั้นยังมอบตัวเป็นศิษย์หลายคน”  ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่เอื้อยมรณภาพลง หลวงปู่ชื่นจึงออกเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงดิบในดินแดนเขมรเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์อีกมากมาย  จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงปู่ดี  สุวรรณดี  บน “เขากุเลน” ซึ่งท่านเป็นพระผู้มากด้วยอภิญญาญาณชั้นสูง  และเป็นผู้มีพลังจิตอันลึกล้ำมหัศจรรย์เหนือโลกโดยแท้
           ด้วยบุญญาบารมีของหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ  ทำให้หลวงปู่ดีรับหลวงปู่ชื่นเป็นศิษย์แล้วจึงพากันออกเดินธุดงค์ไปด้วยกันตามสถานที่ต่าง ๆ “หลวงปู่ชื่นได้ศึกษากรรมฐานและเวทวิทยาคมกับธาตุทั้ง 4 ตลอดจนเกร็ดเคล็ดลับการสร้าง-การปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางต่าง ๆ มากมายจากหลวงปู่ดี ทำให้ท่านมีวิชาติดตัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้”
           หลวงปู่ชื่นได้เมตตาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของท่านให้ฟังว่า “หลวงปู่ดีท่านนี้เก่งมาก ท่านเชี่ยวชาญพระเวทแทบทุกชนิด  ท่านเคยเสกผ้าให้เป็นนกกระยางได้  และเสกใบไม้ให้เป็นต่อเป็นแตนได้  ทั้งยังรู้ภาษาสัตว์แทบทุกชนิด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสามารถล่องหนหายตัวและย่นระยะทางได้  ตลอดจนท่านเดินบนผิวน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย”  หลวงปู่ชื่นเล่าว่า หลวงปู่ดีท่านเคยแสดงให้ดูมาแล้ว  ท่านเห็นกับตามาแล้วจึงกล้ามาเล่าให้ฟัง  ท่านแสดงให้ดูก็เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติธรรมสืบต่อกันไปนั่นเอง  “การเรียนวิชาอาคมจะมีฤทธิ์เข้มขลังได้  ต้องประกอบไปด้วยพลังจิตอันเป็นสมาธิแก่กล้าควบคู่กันไปด้วย” หลวงปู่ชื่นกล่าว
           หลวงปู่ชื่นเป็นพระที่คงแก่เรียนคือท่านชอบศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอักขระเลขยันต์  หรือวิชาอาคมอะไรท่านจะทดลองสร้างทดลองปลุกเสกอยู่เสมอ  เมื่อท่านลองแล้วเห็นว่าดีจริงและใช้ได้ผลดีจริงตามตำรา ท่านก็คัดวิชาวิเศษเหล่านั้นมาสร้างมาปลุกวัตถุมงคลให้บรรดาลูกศิษย์ และลูกหลานท่านให้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นมงคลเป็นของวิเศษไว้บูชากัน  จากการคัดเลือกพิจารณาตรวจจากหลวงปู่ชื่นแล้วว่า “ดีจริง-เห็นผลจริง” จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ต่อเนื่องเรื่อยมา จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือจากปากของผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นว่ายอดเยี่ยมอยู่ในชณะนี้
           ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอนำท่านทั้งหลายได้รู้จักหลวงปู่ชื่น  เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสรู้จักหลวงปู่ชื่นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน และใกล้ชิดหลวงปู่มากขึ้น เพราะลูกศิษย์บางคนอยู่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีโอกาสเดินทางมากราบไหว้หลวงปู่  จะด้วยสาเหตุและปัจจัยใด ๆ ก็ตาม  ผู้เขียนขอเป็นสื่อ  ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นการหยั่งความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือหลวงปู่  หรือท่านที่มีวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นไว้แล้ว  ขอให้รู้ว่าเราทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์เดียวกัน  เพราะมีวัตถุมงคลที่มาจากการปลุกเสกจากหลวงปู่ด้วยกันทั้งนั้น  ทั้งนี้เพื่อช่วยจรรโลงเกียรติคุณของหลวงปู่ชื่นให้แพร่หลายขจรไป  ตลอดยั่งยืนนานต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง
 
พบสหธรรมิกเก่า
           หลังจากหลวงปู่ชื่นธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ มากมาย  จนกระทั่งท่านเดินทางไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนาราก อำเภอครบุรี  จังหวัดนครราชสีมา ท่านอยู่ได้ 5 พรรษาจึงได้เดินธุดงค์ต่อเรื่อยไปจวบจนอายุท่านมากขึ้น กำลังวังชาถดถอย ท่านจึงอยู่กับที่ระยะหนึ่ง ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2524 หลวงปู่ชื่นได้รับนิมนต์เดินทางไปปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดแห่งหนึ่งใน เขตจังหวัดบุรีรัมย์ งานนั้นหลวงปู่นิล อนุตโร เจ้าอาวาสวัดตาอีรูปปัจจุบันซึ่งเคยเป็น “สหธรรมิก” (เพื่อน) เก่าก่อนกันมาก็ได้รับนิมนต์จากทางเจ้าภาพให้เป็นพระคู่สวดเช่นกัน
           หลังจากพระทุกองค์เสด็จจากกิจนิมนต์แล้ว  ทางเจ้าภาพได้จัดถวายอาหารเพลให้ฉัน  หลวงปู่นิลกับหลวงปู่ชื่นนั่งฉันในวงเดียวกัน  หลวงปู่นิลหันมองพระที่นั่งอยู่ข้างตัว  ท่านคิดในใจว่าคล้ายเคยเห็นกันมาก่อน  แต่ท่านยังจำไม่ได้ว่าเคยเห็นกันที่ไหน เพราะความที่จากกันมานานหลายสิบปีทำให้ท่านทั้งสองแทบจำกันไม่ได้  หลวงปู่นิลได้แต่คิดในใจว่าพระองค์นี้ทำไมช่างเหมือนหลวงปู่ชื่นเสียเหลือเกิน  จนอดใจไม่ไหวจึงเอ่ยถามไปว่า
           “หลวงพ่อท่านอยู่วัดไหน ชื่ออะไร”
           หลวงปู่ชื่นตอบกลับไปทันที
           “อาตมาชื่อชื่น เป็นพระธุดงค์ยังไม่มีวัดจำพรรษา”
           หลวงปู่นิลนั่งคิดตั้งนานที่แท้ก็ใช่หลวงปู่ชื่นจริง ๆ ด้วย  เมื่อท่านทั้งสองได้นั่งสนทนากันแล้วหลวงปู่นิลจึงได้ออกปากนิมนต์หลวงปู่ชื่นให้มาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดตาอี  ประกอบกับช่วงนั้นหลวงปู่ชื่นมีอายุมากแล้วและชาวบ้านตาอีก็ได้นิมนต์ท่านไว้ไม่ให้เดินธุดงค์อีก  นับตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ชื่นจึงได้อยู่จำพรรษาที่วัดตาอีเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้


 
เพชรเริ่มทอแสง
           หลังจากหลวงปู่ชื่นมาอยู่วัดตาอีแล้วท่านได้เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในกุฏิหลังเล็ก ๆ เหมือนพระหลวงตาแก่ ๆ ธรรมดา  แทบไม่มีใครรู้เลยว่าท่านเป็นพระที่มี “พลังจิต” และมีอาคมเข้มขลังมาก จนกระทั่งกลางปี พ.ศ. 2542 หลวงปู่ชื่นได้สร้างวัตถุมงคลออกมา 2-3 รุ่น  ผลปรากฏว่าผู้ที่นำวัตถุมงคลของท่านไปบูชาต่างมีประสบการณ์ต่าง ๆ นานามากมาย  จากปากต่อปากทำให้วัตถุมงคลที่ท่านบรรจุพลังจิตเวทวิทยาคมที่มี “พลังมหัศจรรย์” ความวิเศษขลัง ยับยั้งภัยพาล  อาถรรพณ์จัญไร ขจัดสรรพทุกข์ สรรพโรค สรรพภัยที่มีอานุภาพ  ทั้งเมตตามหานิยม มหาโชค มหาลาภ ค้าขายดีเยี่ยม คุ้มครองป้องกัน ทำให้ชื่อเสียงหลวงปู่ชื่นดังขึ้นมาเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปมากขึ้นเป็นลำดับ  จากปากผู้ที่ได้บูชาวัตถุมงคลของท่านไปบูชาส่วนใหญ่ยอมรับว่าวัตถุมงคลของท่านดีเยี่ยมจริง ๆ ใช้แล้วได้ผลดีเกินคาด  ส่วนสาเหตุที่ท่านยอมเปิดตัวและจัดสร้างวัตถุมงคลออกมาเป็นทางการเนื่องจาก ท่านกำลังก่อสร้างอุโบสถซึ่งขาดปัจจัยอยู่อีกมาก  อีกประการหนึ่งหลวงปู่เคยบอกไว้ว่า
           “ถึงเวลาที่ครูบาอาจารย์ท่านให้เปิดตัวแล้ว เพื่อนำความรู้เวทวิทยาคมที่ได้ร่ำเรียนมาสงเคราะห์พุทธศาสนิกชน และจัดสร้างถาวรวัตถุเพื่อการพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป”
 
เสกหินลงสระกลายเป็นงูยักษ์
           เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชื่นมาอยู่ที่วัดตาอีใหม่ ๆ นั้น  ท่านได้เร่งทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนพลังจิตแก่กล้า ด้วยท่านเป็นพระที่รักสันโดษชอบเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่แต่ภายในกุฏิ  ชาวบ้านจึงคิดว่าท่านเป็นหลวงตาแก่ ๆ ไม่มีอะไร  เป็นพระธรรมดาไม่มีวิชาอาคมอันใด
           ต่อมาทางวัดได้ขุดสระใหม่ ทางเจ้าอาวาสจึงประกาศบอกชาวบ้านว่า “ห้ามลงอาบน้ำในสระ” เพราะสระน้ำแห่งนี้พระเณรต้องใช้ดื่มกิน แต่ชาวบ้านขาดความเกรงใจท่าน ตกเย็นทั้งหนุ่มสาวพากันลงว่ายน้ำเล่นในสระอย่างสนุกสนาน บ้างก็นำผ้ามาซักทำให้ฟองแฟ๊บที่ซักลอยเต็มคุ้งสระ บอกแล้วก็เฉย เตือนแล้วก็ไม่หยุด
           หลวงปู่ชื่นจึงใช้ไม้ตายเพื่อให้รู้จักที่ต่ำที่สูง  และที่ควรมิควรกันบ้าง ท่านจึงนำก้อนหินมาสองก้อน แล้วเสกด้วยคาถาอาคมจากนั้นท่านโยนลงไปในสระน้ำ
           “สามวันต่อมาพวกที่ชอบลงเล่นน้ำในสระภายในวัดต่างก็ตกใจแตกตื่นขึ้นตลิ่งกันแทบไม่ทัน เพราะเห็นพญางูยักษ์สองตัวว่ายน้ำไปมาในสระให้เห็นกับตากันจะจะ   ชาวบ้านตาอีเห็นกันทั้งหมู่บ้าน”
           เรื่องนี้เป็นที่เลื่องลือกันมากในอำเภอบ้านกรวด  ถ้าหากใครมีโอกาสได้ไปที่วัดตาอีลองสอบถามชาวบ้านดูก็ได้  และจากวันนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่มีใครกล้าลงไปเล่นน้ำในสระที่วัดตาอีกันอีกเลย...
 
หลวงปู่ผู้เมตตา
หลวงปู่ชื่นท่านมีเมตตาต่อศิษย์ทุกคน ท่านให้ความช่วยเหลือลูกศิษย์ไม่เลือกหน้าไม่ว่าจะยากดีมีจนเดือดร้อนมาหาท่านๆก็ช่วยหมด นิมนต์ท่านไปทำอะไรที่ไหนท่านก็เมตตาไปโปรดทุกคน ถึงแม้แต่ท่านมรณภาพ(มรณภาพ ปี พ.ศ.2547) ไปแล้วท่านก็ยังมาโปรดลูกศิษย์ทุกคน ใครมีวัตถุมงคลของหลวงปู่ไว้หากบูชาด้วยความเคารพศรัทธาหลวงปู่ แล้วเป็นอยู่ในศีลธรรมแล้วจะไม่มีคำว่ายากจน ขัดสน หรืออดอยากเด็ดขาด จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองดียิ่งๆขึ้นไป ถึงขนาดปรารถนาสิ่งใดหากอธิษฐานขอแล้วและไม่เกินวิสัยแล้วละก็จะได้ดังใจปรารถนาทุกประการ



เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา บรรดาผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของพระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ ว่าวัตถุมงคลที่หลวงปู่อธิษฐานจิตให้นั้นมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ทั้งนี้อันเนื่องด้วยวัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกประเภทที่ท่านได้ปลุกเสกไว้ นอกจากจะมีเทวดาคอยปกปักษ์รักษาวัตถุมงคลของท่านไว้แล้ว หลวงปู่เองท่านก็เคยกล่าวไว้ในขณะมีชีวิตอยู่ว่าหากท่านมรณะภาพแล้วท่านจะยังไม่เข้าพระนิพพาน แต่จะคอยให้ความช่วยเหลือบรรดาลูกศิษย์และผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของท่านก่อน นี่นับว่าเป็นหนึ่งในความเมตตาของท่านต่อบรรดาลูกหลานทั้งหลายของหลวงปู่ที่มีบุญวาสนาได้บูชาสุดยอดของดีที่ท่านได้มอบไว้ให้

ดังนั้นท่านทั้งหลายที่บูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุมงคลประเภทใด ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่าของที่ท่านบูชาอยู่นั้น เป็นของดีที่มีเทวดาคุ้มครองอยู่ และยังมีหลวงปู่คอยติดตามให้ความช่วยเหลือท่านตลอดเวลา ขอให้ท่านบูชาด้วยความเคารพ ระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่ไว้เสมอ ของบางอย่างถึงแม้จะใช้ทางด้านรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่ใช่ว่าท่านจะใช้ได้อย่างไม่มีขอบเขต หรือใช้ในทางผิดศีลธรรม มีหลายคนที่ใช้ของ ๆ ท่านในทางผิดศีลธรรม หลวงปู่ถึงกับมาเตือนกันเลย บางคนได้ยินเป็นเสียงท่านมาบอก บางคนฝันเห็นท่านมาเตือนให้เลิกพฤติกรรมชั่วก็มี  จะเห็นได้ว่าหลวงปู่ไม่ได้สนับสนุนให้ลูกหลานทั้งทำผิดศีลธรรมแต่ประการใด

มีวัตถุมงคลของหลวงปู่แล้วถ้าจะให้ขลังและเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นให้ปฏิบัติดังนี้ เมื่อถึงวันพระให้หาพวงมาลัยดอกไม้ ธูปเทียน ถวายบูชาต่อวัตถุมงคลของท่าน ถ้ามีน้ำอบน้ำหอมก็ให้ประพรมที่วัตถุมงคลจะดีมาก หากผู้ใดจะบูชาหรือขอสิ่งใดท่านเป็นพิเศษ ให้ถวาย ขนมจีน หรือ น้อยหน่าสุก ถ้าได้ทั้งสองอย่างจะดีมากเพราะเป็นของที่ท่านโปรด เมื่อถวายแล้วให้บอกความต้องการให้ท่านทราบและขอให้ท่านช่วยตามต้องการ เมื่อความมุ่งหมายสำเร็จแล้วให้ถวายอีกครั้งหนึ่ง แล้วที่สำคัญต้องทำบุญกุศลอุทิศให้หลวงปู่และเทพเทวดาที่รักษาวัตถุมงคลของหลวงปู่บ้างจะดีมาก

วัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นมีคุณวิเศษ ที่ยากที่ของใครจะเหมือนคือ วัตถุมงคลของหลวงปู่ทุกประเภท จะลงคาถากัน คัดถอน และกันของเสื่อมไว้ ใครมีวัตถุมงคลของหลวงปู่ไว้บูชาให้สบายใจได้ ว่าพุทธคุณนั้นทรงความเข้มขลังไม่เสื่อมคลาย

และขอเตือนทุกท่านให้พึงระลึกไว้เสมอว่า การใช้วัตถุมงคล เครื่องรางของขลังไม่ว่าจะเป็นของหลวงปู่ชื่น หรือของท่านอื่น ห้ามใช้ในทางผิดศีลธรรม คือห้ามใช้ผิดศีล 5 เด็ดขาด ของที่ทำขึ้นมาให้ท่านได้ใช้บูชาเพื่อให้ท่านได้สมหวังในสิ่งที่ต้องการในขอบเขตของศีลธรรมเท่านั้น ไม่ได้ทำมาเพื่อส่งเสริมให้ท่านใช้ละเมิดศีล หากท่านผ่าฝืน นอกจากครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงพ่อจะไม่เห็นด้วยแล้ว หากท่านสิ้นลมหายใจไปจากโลกนี้แล้วที่ไปของท่านคืออบายภูมิคือนรกแน่นอน
18
บทความธรรมะ / ชีวิตหลังความตาย กับการมองการไกลของผู้ที่มีปัญญา
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กุมภาพันธ์ 16, 2016, 09:11:04 PM »
อันว่ามนุษย์ปุถุชน คนธรรมดานั้น เมื่อเกิดมาแล้วย่อมดำเนินไปตามวิถีแห่งชีวิต หรือที่เรียกว่าเป็นไปตามกรรม เกิดมาแล้วก็เจริญเติบโต จากวัยเด็กสู่วัยรุ่น จากวัยรุ่นสู่วัยทำงาน จากวัยทำงานสู่วัย กลางคน และเข้าสู่วัยชรา แล้วก็ดำเนินไปสู่สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม้จะหลีกเลี่ยงความจริงเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นคือความตาย โดยปกติคนเราจะให้ความสำคัญไปกับสิ่งต่างๆตามแบบของปุถุชน หรือเป็นไปตามกระแสของโลก ของปุถุชนคือวุ่นอยู่กับการงาน การเลี้ยงชีพ หรือการไคว้คว้าหาสิ่งที่ปรารถนา โดย หาได้เฉลียวไม่ว่าสิ่งต่างๆที่เป็นอยู่ได้มา หรือปรารถนา หรือแม้แต่ตัวของตัวเองสุดท้ายแล้วก็ต้องทิ้งไปทั้งหมดแม้ว่าร่างกายกระดูกซักท่อนก็ไม่สามารถนำพาไปได้ เมื่อความจริงเป็นอย่างนั้นแล้วสิ่งใดเล่าถึงจะเป็นสิ่งที่จะสามารถพึ่งพาอาศัย หรือ จะเป็นสิ่งที่นำพาไปได้หลังจากความตาย โดยที่เราสามารถทำหรือสร้างไว้ล่วงหน้าได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่อุบัติขึ้นในโลก โดยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้ คือค้นพบ โดยการรวมรวบกำลังใจและโดยอาศัยอำนาจของบารมีที่พระองค์ได้อมรมสั่งสมมานานแสนนาน ซึ่งเป็นเส้นทางสายเอกสายเดียวที่เป็นวิถีที่จะนำสัตว์ทั้งหลายพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็มีที่ไปที่ดีที่มีความสุข โดยวิธีการต่างพระองค์ทรงนำมาบอกแนะนำสั่งสอนนั้น ซึ่งเรียกว่าพระธรรม หรือ พระสัจธรรมซึ่งเป็นความจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่นหากผู้ที่น้อมเชื่อและปฏิบัติตามโดยถูกต้องแล้ว จะได้ผลลัพท์ที่ต้องการอย่างแท้จริง และรู้จริงตามข้อปฏิบัตินั้นด้วยตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านทรงเห็นด้วยกำลังของพระสัพพัญญุตาญาน หลังจากการตรัสรู้เป็นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาน หรือ ญานหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าว่า ไม่ว่าคนหรือสัตว์ทั้งหลาย นั้นมีดวงจิตอยู่เมื่อตายแล้ว ดวงจิตที่เป็นเจ้าของที่ครองอยู่ในร่างคน หรือ สัตว์ ไม่ได้สูญหายไปตามร่างกายที่แตกดับนั้น เมื่อคนหรือสัตว์นั้นได้ตายลง จิตที่ครองร่างนั้นก็จะออกจากร่างกายและปฏิสนธิกับภพภูมิใหม่ ตามกำลังของวิบากแห่งจิต หรือผลลัพท์ของพลังงานของดวงจิตนั้น นั่นหมายความว่าหากยังมีชีวิตอยู่ได้ทำพลังงานที่เป็นบุญกุศลมาก บุญกุศลก็จะพาดวงจิตดวงนั้นไปในทางสุขคติ หรือภูมิที่อยู่ของผู้ที่มีความสุข อันมีสวรรค์หรือเทวภูมิเป็นต้น แต่หากยังมีชีวิตอยู่ได้ทำพลังงานที่เป็นอกุศลมากหรือทำบาปไว้มาก เมื่อตายแล้วบาปนั้นก็ชักพาดวงจิตนั้นไปยังทุขคติ หรือภูมิหรือที่อยู่ของผู้ที่มีความทุกข์อันมีนรก สัตว์ เปรต อสุรกายเป็นต้น

ดังนั้นเหล่ากุลบุตรผู้เป็นพุทธบริษัทที่เลื่อมใสศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มักจะมีความฉลาดที่จะคาดการหรือมองการไกล ที่จะทำให้ตัวเองได้ผลที่น่าพอใจ หมายถึง การมองการไกลที่จะกำหนดวิถีที่จะไปหลังตายแล้ว ตายแล้วไปไหน? เป็นคำถามที่ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถจะทราบได้เลย เหมือนที่พระท่านว่ามืดมาก็มืดไป หมายถึงตอนมาเกิดเป็นคนมาจากไหนยังไงก็ไม่ทราบ มาเกิดเป็นคนแล้วก็หลงโลก หลงไปกับสิ่งต่างๆของโลก ตายแล้วจะไปไหนก็ไม่ทราบ เมื่อมืดมาก็มืดไป ไม่เหมือนพระอริยะที่ฝึกจิตอมรมสั่งสมบารมีจนถึงขั้นแล้ว ถึงจะทราบว่าตายแล้วจะไปที่ใด ถือเป็นผู้ที่แม้มืดมาก็สว่างไปคือรู้ที่ไปของตัวเองหลังจากตายแล้วนั่นเอง

ดังนั้นอะไรเล่าถึงจะเป็นข้อยืนยัน ว่าเราตายแล้วจะไปไหน จะเห็นได้จากคำสอนเรื่องศีลที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้หลังคำอาราธนาศีล ๕ หรือ ที่เราได้ยินพระท่านสวดหลังจากการอาราธาศีล 5 แล้ว อันมีข้อความดังนี้

1.สีเลนะ สุคติง ยันติ หมายความว่าเมื่อผู้ใดรักษาศีลได้เป็นปรกติ ก็เป็นปัจจัยให้ได้ไปเกิดในที่ๆเป็นสุข อันมีเทวโลกสวรรค์เป็นต้น หากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกก็จะเกิดในที่ๆดีมีความสุข

2.สีเลนะ โภคะสัมปะทา หมายความว่าศีลเป็นปัจจัยให้มีโภคทรัพย์มาก

3.สีเลนะ นิพพุติง ยันติ หมายความว่าศีลเป็นปัจจัยให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้


จะเห็นได้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงยืนยันไว้ในพระพุทธพจน์แล้วว่า หากต้องการไปในที่ที่มีความสุขแล้วให้รักษาศีล เป็นเบื้องต้นเป็นพื้นฐานใหญ่ นอกจากนั้นท่านยังได้ยืนยันไว้อีกว่าผู้ที่รักษาศีลนั้น หากเจริญสมาธิภาวนา และเจริญปัญญาจนถึงขั้นวิมุติหลุดพ้นแล้วยังสามารถนำพาให้ดวงจิตของผู้นั้นเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้อีกด้วย ดังนั้นผู้ที่มีปัญญา และเป็นลูกศิษย์ของพระตถาคตหรือพระพุทธเจ้าควรที่จะน้อมปฏิบัติตาม ข้อปฏิบัติในเรื่องศีลเป็นเบื้องต้นหากต้องการให้ตัวเองมีความสุขหลังจากตายแล้ว เพราะการรักษาศีล 5 นั้นไม่ต้องลงทุน คือตั้งใจยึดถือปฏิบัติผลก็เกิดได้ทันที

โดยศีล ๕ (ข้อปฎิบัติของผู้ที่ฆราวาส หรือคนธรรมดา) มีดังต่อไปนี้

ข้อที่ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
งดเว้นทางการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต เบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบ คนและสัตว์ทั้งหลาย

ข้อที่ 2.อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นการลักทรัพย์ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองโดยมิชอบ การแสวงหาทรัพย์ในทางที่มิชอบ

ข้อที่ 3.กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม การผิดผัวผิดเมีย แย่งชิงคนรักของคนอื่น

ข้อที่ 4.มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นทางการพูดปด มดเท็จ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ ด่าทอผู้อื่นด้วยคำหยาบคายให้ได้เคืองใจ

ข้อที่ 5 .สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
งดเว้นทางการดื่มน้ำเมา ของมึนเมา หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นการทำลายสติสัมปชัญญะ

นอกจากศีล ที่เป็นเหตุปัจจัยให้มีความสุขในอนาคตแล้ว ศีลยังให้ผลทำให้ผู้ที่รักษาได้มีความเป็นปรกติ ไม่เดือดร้อนด้วยโทษภัยอันเกิดจากการละเมิดศีล

นอกจากศีล แล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นปัจจัยที่นำพาไปได้ คือเป็นพลังงานไปกับดวงจิตหลังความตายได้ คือ ทาน
ทาน หมายถึงการเสียสละ การเอื้อเฟื้อ และการให้ทานมีลักษณะดังนี้

-ทานที่เป็นวัตถุสิ่งของหรือามิสทาน หรือเข้าวของเงินทอง
-ทานที่ไม่เป็นวัตถุสิ่งของ ซึ่งอาจจะเป็นการปฏิบัติเช่น การให้อภัยทาน หรือ การให้ความรู้ หรือธรรมทานก็ได้

ระดับของทานคือกำลังใจในการให้ทานมีระดับต่างๆดังนี้
1.ทานบารมี(ขั้นต้น) คือการให้วัตถุสิ่งของ หรือการสละทรัพย์สมบัติของตัวเอง
2.ทานอุปบารมี(ขั้นกลาง) คือการสละเลือดเนื้อ อวัยวะ ในร่างกาย
3.ทานปรมัตบารมี(ขั้นสูง) คือการสละชีวิตของตัวเอง

ซึ่งทานแต่ละขั้นให้อานิสงค์หรือผลที่แตกต่างกัน หากเป็นทานระดับสูงกำลังผลของทานก็ยิ่งให้ผลมาก

การให้ทานนั้นคือการสละออกเพื่อหวังสงเคราะห์ หรือ ช่วยเหลือผู้อื่น ให้ได้รับความสุข หรือได้ในสิ่งที่ต้องการปรารถนา เป็นการทำด้วยจิตที่เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ หากขณะให้ทานจิตใจมีความบริสุทธิ์มาก คือทานด้วยความปรารถนาที่จะสงเคราะห์ช่วยเหลือ หรือเป็นไปเพื่อให้อย่างเดียว หรือสละออกอย่างเดียว ย่อมทำให้ทานนั้นมีผลหรือกำลังเป็นอย่างมาก

อานิสงค์ของทานหรือผลของทานนั้นท่านได้กล่าวไว้ดังนี้

อานิสงส์แห่งการให้ทานใน  ทานานิสังสสูตร  อัง. ปัญจก. ข้อ ๓๕  พระพุทธองค์ทรงแสดงอานิสงส์ของทาน
ไว้ ๕ อย่างคือ

   ๑.  ผู้ให้ทาน  ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนหมู่มาก
   ๒.  สัปบุรุษ  ผู้สงบ  มีพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และสาวกของพระพุทธเจ้า 
ย่อมคบหาผู้ให้ทาน
   ๓.  กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทาน  ย่อมขจรขจายไปทั่ว
   ๔.  ผู้ให้ทาน  ย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์  คือมีศีล  ๕  ไม่ขาด
   ๕.  ผู้ให้ทาน  เมื่อตายไปแล้ว  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

แล้วทรงสรุปเป็นคาถาว่า
ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก  ชื่อว่าดำเนินตามธรรมของสัปบุรุษ (คือ  มหาบุรุษ
หรือพระโพธิสัตว์)  สัปบุรุษผู้สงบ  ผู้สำรวมอินทรีย์  ประพฤติพรหมจรรย์  ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ 
สัปบุรุษเหล่านั้น  ย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์แก่เขา  เขาได้ทราบชัดแล้ว  ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ 
ปรินิพพานในโลกนี้


และในมนาปทยีสูตร พระไตรปิฎกได้กล่าวถึงผลของทานไว้บางส่วนว่า

ผู้ให้ของที่พอใจ   ย่อมได้รับของที่พอใจ

ผู้ให้ของที่เลิศ      ย่อมได้รับของที่เลิศ

ผู้ให้ของที่ดี         ย่อมได้รับของที่ดี

ผู้ให้ของที่ประเสริฐ   ย่อมได้รับของที่ประเสริฐ

ดังนั้นผู้ที่ฉลาดในการที่จะยังประโยชน์ให้ตัวเองในปัจจุบัน และกำหนดหรือวางแผนให้ตัวเองเพื่อวันข้างหน้า และหลังความตาย ควรจะทำปัจจัยในอนาคตให้ตัวเองให้ได้รับผลที่ดีมีความสุข ได้โดยอาศัยศีล และ ทาน ตามที่ได้เขียนพรรณาอธิบายมาด้วยประการฉะนี้

บทความธรรมะนี้เขียนโดย อ.อนุชา สยามมงคล ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมะบูชา และถวายเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธศาสนา




19
บทความพระเครื่อง และเกจิอาจารย์ / วิธีดูเหรียญหลวงพ่อกวย วัดเดิมบาง
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กุมภาพันธ์ 16, 2016, 01:29:40 PM »

หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท ยอดพระเกจิอาจารย์แห่งยุคกึ่งพุทธกาล หลวงพ่อท่านมีปฏิปทาและจริยาวัตรที่งดงาม หลวงพ่อสำเร็จญานชั้นสูงมีพลังจิตกล้าแข็ง แม้แต่หลวงปู่โต๊ะท่านก็ยังชื่นชมในพลังจิตของหลวงพ่อในครั้งที่เคยร่วมพิธีมหาพุทธาภิเศกวัตถุมงคลด้วยกัน หลวงพ่อท่านยังมีพระเวทย์วิทยาคมที่กล้าแกร่ง มีวิชาอาคมสุดเข้มขลัง วัตถุมงคลที่หลวงพ่อสร้างขึ้นและทำการปลุกเสกนั้น เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา และผู้ที่ศรัทธาหลวงพ่อว่า เป็นสุดยอดของดี เป็นสุดยอดแห่งวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นเพื่อหวังผลทางด้านพุทธคุณชนิดที่แรงมาก เห็นผลและหวังพึ่งพุทธคุณได้แน่นอน ผู้ที่ใช้บูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อต่างมีประสบการณ์ให้เห็นกันทุกคน เป็นที่เล่าขานกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ในมหาพุทธานุภาพที่หลวงพ่อปลุกเสกไว้ในวัตถุมงคล หลวงพ่อได้อวยพรไว้ให้กับลูกศิษย์ทั้งหลายว่า "ขอให้ศิษย์ทั้งหลายจงอย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา"

เหรียญหลวงพ่อกวย ออกวัดเดิมบางนางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เป็นเหรียญที่สร้างนอกวัด คือไม่ได้สร้างจากวัดโฆสิตาตาม วัดของหลวงพ่อ โดยตรง แต่เจ้าอาวาสวัดเดิมบางในขณะนั้น มาขอนุญาตหลวงพ่อเพื่อจัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2518  เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างโดย พระอาจารย์ถนอมเจ้าอาวาสวัดเดิมบางนางบวชในขณะนั้น ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อกวย จากนั้นได้นำมาปลุกเสกในงานวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญ ที่วัดเดิมบางอีกวาระหนึ่ง และหลังจากนั้นพระอาจารย์ถนอม ยังได้นำไปให้หลวงพ่อกวยปลุกเสกที่วัดโฆสิตารามต่ออีกเป็นระยะเวลาถึง ๒ ปี จึงออกให้บูชาที่วัดเดิมบางฯ เหรียญนี้ถือเป็นเหรียญดีที่หลวงพ่อกวยท่านปลุกเสกให้อีกรุ่นหนึ่งที่ภายหลังได้รับความนิยมสูง ในยามที่วัตถุมงคลของหลวงพ่อหาได้ยากเต็มที

วันนี้ admin จึงได้นำตำหนิวิธีดูเหรียญหลวงพ่อกวย วัดเดิมบางมาให้ได้ชมกัน

เหรียญหลวงพ่อกวยวัดเดิมบาง พิมพ์ทรงเป็นเหรียญทรงคล้ายดอกจิก ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อกวย ครึ่งองค์ ด้านบนมีอุณาโลมและรัศมี ด้านล่างมีตัวหนังสือ หลวงพ่อกวย วัดบ้านแค ด้านหยังเป็นยันต์ครูของหลวงพ่อ และมีตัวหนังสือยกช่อฟ้าศาลา วัดเดิมบาง

เหรียญนี้มีสองแบบคือ แบบทองแดงรมดำ และชุบนาค

ตำหนิวิธีดูเหรียญในจุดสำคัญมีดังนี้

ด้านหน้า
1.มีเส้นแตกบางๆยาวจากหูข้างขวายาวลงมาถึงตัว "ค" (สำหรับเนื้อทองแดงรมดำ)
2.มีจุดไข่ปลาเหนือบ่า ด้านขวาของเหรียญ

ด้านหลัง
1.ตรงหางยันต์ด้านขวาของเหรียญมีเส้นแตกเห็นได้ชัด
2.จุดไข่ปลาด้านหลังเหรียญ ตรงเหนือตัว "ม"

นอกจากตำหนิดังกล่าวให้สังเกตุการตัดขอบเหรียญ ความคมชัดในเส้นสายต่างๆ เพราะปัจจุบันเหรียญปลอมทำได้ค่อนข้างเหมือน

20
โหราศาสตร์และการพยากรณ์ / คาถาบูชาพระประจำวัน(บูชาดวงชะตาประจำวัน)
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ กุมภาพันธ์ 16, 2016, 01:08:43 PM »
คาถาบูชาพระประจำวันนี้ใช้สวดบูชาทุกวันหลังสวดมนต์ไหว้พระ หรือสวดบูชาประจำวันเกิด จะบังเกิดศิริมงคล เสริมดวงชะตาราศี บังเกิดความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไป

คาถาสวดบูชาประจำวันอาทิตย์
อุเท ตะยัญ จักขุมา เอกะ ราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสังฯ (สวด ๖ จบ)

คาถาสวดบูชาประจำวันจันทร์
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมงคะลัญจะโย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธา ธัมมา สังฆา นุภาเวนะ วินา สะเมนตุฯ (สวด ๑๕ จบ)

คาถาสวดบูชาประจำวันอังคาร
ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตติน ทิวะ มะตันทิโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะปัสสะติ เอวะมา หิคุณู เปตัง ปะริตตันตัม ภะณามะเห (สวด ๘ จบ)

คาถาสวดบูชาประจำวันพุธ
สัพพาสี วิสะ ชาตินัง ทิพพะ มันตา คะทัง วิยะ ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง อาณักเขต ตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณินัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัม ภะณามะเหฯ (สวด ๑๗ จบ)

คาถาบูชาประจำวันพุธกลางคืน(ราหู) คาถาสวดบูชายัสสานุภาเวน ยักขา เนวะ ทัสเสนะติ ภิง สะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโตรัตตินทิวะมะตันทิโต สุขัง สุปะติ สุตโตจะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ

คาถาสวดบูชาประจำวันพฤหัส
ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ สังวิหิตา รักขัง มะหาสัตตัง วะเนจะรา จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง พรัหมะ มันตันติ อักขาตัง ปะริตตันตัม ภะณามะเหฯ (สวด ๑๙ จบ)

คาถาสวดบูชาประจำวันศุกร์
อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุ สัมมะเต อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะ การิภิ ปะริสา นัญจะ ตัสสันนะ มะหิงสายะ จะคุตติยา ยัมเทเสหิ มะหาวีโร ปะริตตนตม ภะณามะเหฯ (สวด ๒๑ จบ)

คาถาสวดบูชาประจำวันเสาร์
ยะโตหัง ภะคินี อะริยะยะ ชาติยา ชาโต นาภิ ชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะฯ (สวด ๑๐ จบ)
หน้า: 1 [2] 3