* ล่าสุด

ไหว้พระนอนเสริมสิริมงคล วัดพนมยงค์ จ.พระนครศรีอยุธยา
(ดู : 197 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 03 06 2560, 11:39:03
Last Post
เชิญบูชาเครื่องรางหนุมาน "หนุมานครองเมือง" สุดยอดวัตถุมงคลแห่งปีวอก
(ดู : 280 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 03 05 2560, 22:32:47
Last Post
ถูกหวยรวยข้ามคืน ความหวังของคนมีรายได้น้อยหรือคนที่หวังรวยทางลัด
(ดู : 221 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 31 03 2560, 22:48:53
Last Post
ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ยึดถือปฏิบัติ (ประเพณีฮีตสิบสอง)
(ดู : 372 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:36:09
Last Post
วันวิสาขบูชา
(ดู : 307 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:34:57
Last Post
ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่
(ดู : 313 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:33:57
Last Post
งานสารทไทยกล้วยไข่ และของดีเมืองกำแพง
(ดู : 334 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:33:00
Last Post
กัลยาณมิตร
(ดู : 379 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 24 05 2559, 18:51:55
Last Post
เชิญบูชายี่กอฮง - ปี่เซี้ย สุดยอดแห่งเครื่องรางโชคลาภเสี่ยงดวง
(ดู : 3400 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 13 05 2559, 10:53:11
Last Post
เหตุใดถึงต้องทำบุญ
(ดู : 390 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 01 03 2559, 23:37:28
Last Post
กฏกติกามารยาทสำหรับบอร์ดสนทนาทั่วไป
(ดู : 376 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 27 02 2559, 13:55:34
Last Post
กราบหลวงปู่มั่นที่ วัดถ้ำสาริกา จ.นครนายก
(ดู : 655 | ตอบ : 2 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 26 02 2559, 17:24:05
Last Post

ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตหลังความตาย กับการมองการไกลของผู้ที่มีปัญญา  (อ่าน 222 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 24
    • ดูรายละเอียด
อันว่ามนุษย์ปุถุชน คนธรรมดานั้น เมื่อเกิดมาแล้วย่อมดำเนินไปตามวิถีแห่งชีวิต หรือที่เรียกว่าเป็นไปตามกรรม เกิดมาแล้วก็เจริญเติบโต จากวัยเด็กสู่วัยรุ่น จากวัยรุ่นสู่วัยทำงาน จากวัยทำงานสู่วัย กลางคน และเข้าสู่วัยชรา แล้วก็ดำเนินไปสู่สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม้จะหลีกเลี่ยงความจริงเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นคือความตาย โดยปกติคนเราจะให้ความสำคัญไปกับสิ่งต่างๆตามแบบของปุถุชน หรือเป็นไปตามกระแสของโลก ของปุถุชนคือวุ่นอยู่กับการงาน การเลี้ยงชีพ หรือการไคว้คว้าหาสิ่งที่ปรารถนา โดย หาได้เฉลียวไม่ว่าสิ่งต่างๆที่เป็นอยู่ได้มา หรือปรารถนา หรือแม้แต่ตัวของตัวเองสุดท้ายแล้วก็ต้องทิ้งไปทั้งหมดแม้ว่าร่างกายกระดูกซักท่อนก็ไม่สามารถนำพาไปได้ เมื่อความจริงเป็นอย่างนั้นแล้วสิ่งใดเล่าถึงจะเป็นสิ่งที่จะสามารถพึ่งพาอาศัย หรือ จะเป็นสิ่งที่นำพาไปได้หลังจากความตาย โดยที่เราสามารถทำหรือสร้างไว้ล่วงหน้าได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่อุบัติขึ้นในโลก โดยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้ คือค้นพบ โดยการรวมรวบกำลังใจและโดยอาศัยอำนาจของบารมีที่พระองค์ได้อมรมสั่งสมมานานแสนนาน ซึ่งเป็นเส้นทางสายเอกสายเดียวที่เป็นวิถีที่จะนำสัตว์ทั้งหลายพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็มีที่ไปที่ดีที่มีความสุข โดยวิธีการต่างพระองค์ทรงนำมาบอกแนะนำสั่งสอนนั้น ซึ่งเรียกว่าพระธรรม หรือ พระสัจธรรมซึ่งเป็นความจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่นหากผู้ที่น้อมเชื่อและปฏิบัติตามโดยถูกต้องแล้ว จะได้ผลลัพท์ที่ต้องการอย่างแท้จริง และรู้จริงตามข้อปฏิบัตินั้นด้วยตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านทรงเห็นด้วยกำลังของพระสัพพัญญุตาญาน หลังจากการตรัสรู้เป็นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาน หรือ ญานหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าว่า ไม่ว่าคนหรือสัตว์ทั้งหลาย นั้นมีดวงจิตอยู่เมื่อตายแล้ว ดวงจิตที่เป็นเจ้าของที่ครองอยู่ในร่างคน หรือ สัตว์ ไม่ได้สูญหายไปตามร่างกายที่แตกดับนั้น เมื่อคนหรือสัตว์นั้นได้ตายลง จิตที่ครองร่างนั้นก็จะออกจากร่างกายและปฏิสนธิกับภพภูมิใหม่ ตามกำลังของวิบากแห่งจิต หรือผลลัพท์ของพลังงานของดวงจิตนั้น นั่นหมายความว่าหากยังมีชีวิตอยู่ได้ทำพลังงานที่เป็นบุญกุศลมาก บุญกุศลก็จะพาดวงจิตดวงนั้นไปในทางสุขคติ หรือภูมิที่อยู่ของผู้ที่มีความสุข อันมีสวรรค์หรือเทวภูมิเป็นต้น แต่หากยังมีชีวิตอยู่ได้ทำพลังงานที่เป็นอกุศลมากหรือทำบาปไว้มาก เมื่อตายแล้วบาปนั้นก็ชักพาดวงจิตนั้นไปยังทุขคติ หรือภูมิหรือที่อยู่ของผู้ที่มีความทุกข์อันมีนรก สัตว์ เปรต อสุรกายเป็นต้น

ดังนั้นเหล่ากุลบุตรผู้เป็นพุทธบริษัทที่เลื่อมใสศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มักจะมีความฉลาดที่จะคาดการหรือมองการไกล ที่จะทำให้ตัวเองได้ผลที่น่าพอใจ หมายถึง การมองการไกลที่จะกำหนดวิถีที่จะไปหลังตายแล้ว ตายแล้วไปไหน? เป็นคำถามที่ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถจะทราบได้เลย เหมือนที่พระท่านว่ามืดมาก็มืดไป หมายถึงตอนมาเกิดเป็นคนมาจากไหนยังไงก็ไม่ทราบ มาเกิดเป็นคนแล้วก็หลงโลก หลงไปกับสิ่งต่างๆของโลก ตายแล้วจะไปไหนก็ไม่ทราบ เมื่อมืดมาก็มืดไป ไม่เหมือนพระอริยะที่ฝึกจิตอมรมสั่งสมบารมีจนถึงขั้นแล้ว ถึงจะทราบว่าตายแล้วจะไปที่ใด ถือเป็นผู้ที่แม้มืดมาก็สว่างไปคือรู้ที่ไปของตัวเองหลังจากตายแล้วนั่นเอง

ดังนั้นอะไรเล่าถึงจะเป็นข้อยืนยัน ว่าเราตายแล้วจะไปไหน จะเห็นได้จากคำสอนเรื่องศีลที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้หลังคำอาราธนาศีล ๕ หรือ ที่เราได้ยินพระท่านสวดหลังจากการอาราธาศีล 5 แล้ว อันมีข้อความดังนี้

1.สีเลนะ สุคติง ยันติ หมายความว่าเมื่อผู้ใดรักษาศีลได้เป็นปรกติ ก็เป็นปัจจัยให้ได้ไปเกิดในที่ๆเป็นสุข อันมีเทวโลกสวรรค์เป็นต้น หากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกก็จะเกิดในที่ๆดีมีความสุข

2.สีเลนะ โภคะสัมปะทา หมายความว่าศีลเป็นปัจจัยให้มีโภคทรัพย์มาก

3.สีเลนะ นิพพุติง ยันติ หมายความว่าศีลเป็นปัจจัยให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้


จะเห็นได้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงยืนยันไว้ในพระพุทธพจน์แล้วว่า หากต้องการไปในที่ที่มีความสุขแล้วให้รักษาศีล เป็นเบื้องต้นเป็นพื้นฐานใหญ่ นอกจากนั้นท่านยังได้ยืนยันไว้อีกว่าผู้ที่รักษาศีลนั้น หากเจริญสมาธิภาวนา และเจริญปัญญาจนถึงขั้นวิมุติหลุดพ้นแล้วยังสามารถนำพาให้ดวงจิตของผู้นั้นเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้อีกด้วย ดังนั้นผู้ที่มีปัญญา และเป็นลูกศิษย์ของพระตถาคตหรือพระพุทธเจ้าควรที่จะน้อมปฏิบัติตาม ข้อปฏิบัติในเรื่องศีลเป็นเบื้องต้นหากต้องการให้ตัวเองมีความสุขหลังจากตายแล้ว เพราะการรักษาศีล 5 นั้นไม่ต้องลงทุน คือตั้งใจยึดถือปฏิบัติผลก็เกิดได้ทันที

โดยศีล ๕ (ข้อปฎิบัติของผู้ที่ฆราวาส หรือคนธรรมดา) มีดังต่อไปนี้

ข้อที่ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
งดเว้นทางการฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต เบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบ คนและสัตว์ทั้งหลาย

ข้อที่ 2.อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นการลักทรัพย์ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองโดยมิชอบ การแสวงหาทรัพย์ในทางที่มิชอบ

ข้อที่ 3.กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม การผิดผัวผิดเมีย แย่งชิงคนรักของคนอื่น

ข้อที่ 4.มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
งดเว้นทางการพูดปด มดเท็จ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ ด่าทอผู้อื่นด้วยคำหยาบคายให้ได้เคืองใจ

ข้อที่ 5 .สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
งดเว้นทางการดื่มน้ำเมา ของมึนเมา หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นการทำลายสติสัมปชัญญะ

นอกจากศีล ที่เป็นเหตุปัจจัยให้มีความสุขในอนาคตแล้ว ศีลยังให้ผลทำให้ผู้ที่รักษาได้มีความเป็นปรกติ ไม่เดือดร้อนด้วยโทษภัยอันเกิดจากการละเมิดศีล

นอกจากศีล แล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นปัจจัยที่นำพาไปได้ คือเป็นพลังงานไปกับดวงจิตหลังความตายได้ คือ ทาน
ทาน หมายถึงการเสียสละ การเอื้อเฟื้อ และการให้ทานมีลักษณะดังนี้

-ทานที่เป็นวัตถุสิ่งของหรือามิสทาน หรือเข้าวของเงินทอง
-ทานที่ไม่เป็นวัตถุสิ่งของ ซึ่งอาจจะเป็นการปฏิบัติเช่น การให้อภัยทาน หรือ การให้ความรู้ หรือธรรมทานก็ได้

ระดับของทานคือกำลังใจในการให้ทานมีระดับต่างๆดังนี้
1.ทานบารมี(ขั้นต้น) คือการให้วัตถุสิ่งของ หรือการสละทรัพย์สมบัติของตัวเอง
2.ทานอุปบารมี(ขั้นกลาง) คือการสละเลือดเนื้อ อวัยวะ ในร่างกาย
3.ทานปรมัตบารมี(ขั้นสูง) คือการสละชีวิตของตัวเอง

ซึ่งทานแต่ละขั้นให้อานิสงค์หรือผลที่แตกต่างกัน หากเป็นทานระดับสูงกำลังผลของทานก็ยิ่งให้ผลมาก

การให้ทานนั้นคือการสละออกเพื่อหวังสงเคราะห์ หรือ ช่วยเหลือผู้อื่น ให้ได้รับความสุข หรือได้ในสิ่งที่ต้องการปรารถนา เป็นการทำด้วยจิตที่เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ หากขณะให้ทานจิตใจมีความบริสุทธิ์มาก คือทานด้วยความปรารถนาที่จะสงเคราะห์ช่วยเหลือ หรือเป็นไปเพื่อให้อย่างเดียว หรือสละออกอย่างเดียว ย่อมทำให้ทานนั้นมีผลหรือกำลังเป็นอย่างมาก

อานิสงค์ของทานหรือผลของทานนั้นท่านได้กล่าวไว้ดังนี้

อานิสงส์แห่งการให้ทานใน  ทานานิสังสสูตร  อัง. ปัญจก. ข้อ ๓๕  พระพุทธองค์ทรงแสดงอานิสงส์ของทาน
ไว้ ๕ อย่างคือ

   ๑.  ผู้ให้ทาน  ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนหมู่มาก
   ๒.  สัปบุรุษ  ผู้สงบ  มีพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และสาวกของพระพุทธเจ้า 
ย่อมคบหาผู้ให้ทาน
   ๓.  กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทาน  ย่อมขจรขจายไปทั่ว
   ๔.  ผู้ให้ทาน  ย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์  คือมีศีล  ๕  ไม่ขาด
   ๕.  ผู้ให้ทาน  เมื่อตายไปแล้ว  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

แล้วทรงสรุปเป็นคาถาว่า
ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก  ชื่อว่าดำเนินตามธรรมของสัปบุรุษ (คือ  มหาบุรุษ
หรือพระโพธิสัตว์)  สัปบุรุษผู้สงบ  ผู้สำรวมอินทรีย์  ประพฤติพรหมจรรย์  ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ 
สัปบุรุษเหล่านั้น  ย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์แก่เขา  เขาได้ทราบชัดแล้ว  ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ 
ปรินิพพานในโลกนี้


และในมนาปทยีสูตร พระไตรปิฎกได้กล่าวถึงผลของทานไว้บางส่วนว่า

ผู้ให้ของที่พอใจ   ย่อมได้รับของที่พอใจ

ผู้ให้ของที่เลิศ      ย่อมได้รับของที่เลิศ

ผู้ให้ของที่ดี         ย่อมได้รับของที่ดี

ผู้ให้ของที่ประเสริฐ   ย่อมได้รับของที่ประเสริฐ

ดังนั้นผู้ที่ฉลาดในการที่จะยังประโยชน์ให้ตัวเองในปัจจุบัน และกำหนดหรือวางแผนให้ตัวเองเพื่อวันข้างหน้า และหลังความตาย ควรจะทำปัจจัยในอนาคตให้ตัวเองให้ได้รับผลที่ดีมีความสุข ได้โดยอาศัยศีล และ ทาน ตามที่ได้เขียนพรรณาอธิบายมาด้วยประการฉะนี้

บทความธรรมะนี้เขียนโดย อ.อนุชา สยามมงคล ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมะบูชา และถวายเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธศาสนา




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2016, 09:15:16 PM โดย admin »