* ล่าสุด

เชิญบูชาเครื่องรางหนุมาน "หนุมานครองเมือง" สุดยอดวัตถุมงคลแห่งปีวอก
(ดู : 24 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 03 05 2560, 22:32:47
Last Post
ถูกหวยรวยข้ามคืน ความหวังของคนมีรายได้น้อยหรือคนที่หวังรวยทางลัด
(ดู : 45 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 31 03 2560, 22:48:53
Last Post
ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ยึดถือปฏิบัติ (ประเพณีฮีตสิบสอง)
(ดู : 165 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:36:09
Last Post
วันวิสาขบูชา
(ดู : 145 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:34:57
Last Post
ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่
(ดู : 120 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:33:57
Last Post
งานสารทไทยกล้วยไข่ และของดีเมืองกำแพง
(ดู : 139 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 29 09 2559, 13:33:00
Last Post
กัลยาณมิตร
(ดู : 192 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 24 05 2559, 18:51:55
Last Post
เชิญบูชายี่กอฮง - ปี่เซี้ย สุดยอดแห่งเครื่องรางโชคลาภเสี่ยงดวง
(ดู : 1492 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 13 05 2559, 10:53:11
Last Post
เหตุใดถึงต้องทำบุญ
(ดู : 191 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 01 03 2559, 23:37:28
Last Post
กฏกติกามารยาทสำหรับบอร์ดสนทนาทั่วไป
(ดู : 188 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 27 02 2559, 13:55:34
Last Post
กราบหลวงปู่มั่นที่ วัดถ้ำสาริกา จ.นครนายก
(ดู : 378 | ตอบ : 2 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 26 02 2559, 17:24:05
Last Post
เห็ดหลินจือ ตำนานแห่งยาอายุวัฒนะและกำจัดโรคภัย
(ดู : 157 | ตอบ : 0 )
โดย : admin
เมื่อวันที่ : 24 02 2559, 15:30:55
Last Post

ผู้เขียน หัวข้อ: ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่  (อ่าน 120 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 23
    • ดูรายละเอียด
ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่
« เมื่อ: กันยายน 29, 2016, 01:33:57 PM »
หลวงปู่ใหญ่ คือ พระพุทธรูปใหญ่ ซึ่งเป็นคำที่บุตรหลานชาวบ้านโพนนิยมเรียกขานกัน ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนก็เรียกขานว่า "พระครูบาใหญ่” บางคนก็เรียกว่า "หลวงปู่” ส่วนชาวบ้านอื่นเรียกขานว่า "พระใหญ่บ้านโพน”หลวงปู่เป็นพระพุทธรูป เจดีย์ ประเภท อุทเทสิกะเจดีย์ แสดงภาวะแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าใจกันว่า ได้รับการสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏนามผู้สร้างและเป็นเวลานานเท่าไรแล้ว ซึ่งข้อความข้อนี้ยังเป็นที่สงสัยและใคร่รู้ของคนทั่วไป
          หลวงปู่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ สร้างด้วยศิลาแลง หน้าตักกว้าง ๑๖๐ เซนติเมตร หรือ ๖๘ นิ้ว สูง ๒๔๖ เซนติเมตร หรือ ๙๘.๔ นิ้วประดิษฐาน อยู่ในวิหารวัดพุทธประดิษฐ์ หรือวัดใหญ่บ้านโพน ตำบลโพนทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวบ้านโพน และบ้านใกล้เคียงมาช้านาน บุตรหลานชาวบ้านโพนแม้จะไปอยู่ ณ ที่ใด จิตใจยังเคารพศรัทธาแนบแน่นในองค์หลวงปู่ตลอดเวลา เพื่อให้หลวงปู่ ช่วยคุ้มครอง ยิ่งในขณะกำลังเดินทาง โดยยวดยานพาหนะหรือในภาวะคับขัน จิตใจต้องไหว้วอนถึงหลวงปู่มิได้ขาด ทั้งนี้ ก็เพราะความเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่เป็นชีวิตจิตใจนั่นเอง พลังแห่งความขลังและศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่จึงเป็นที่เคารพคารวะ และเป็นที่เกรงขามของคนทั่วไปตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่มีเสื่อมคลาย
          ผศ.สมชาติ มณีโชติ รองคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดี กล่าวว่า เชื้อสายดั้งเดิมของชาวไทยอีสานและชาวเมืองมหาสารคาม รกรากมาจากประเทศล้านช้างซึ่งมีกรุงศรีสัตนาคณหุต หรือเวียงจันทน์ เป็นราชธานี เริ่มมีการอพยพเคลื่อนย้ายตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๒๓๑ ช่วงนั้นเกิดความวุ่นวายภายในราชสำนักเวียงจันทน์ เชื้อพระวงศ์บางองค์พร้อมผู้นำทางศาสนาได้อพยพประชาชนจำนวนหนึ่งหนีภัยการเมืองมาอยู่ที่เมืองจำปาสัก ต่อมาได้อพยพเข้ามาอยู่ที่เมืองสุวรรณภูมิ หรืออำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในปัจจุบันจากนั้นก็อพยพแยกย้ายกันไปหาพื้นที่ทำกินที่เห็นว่าอุดมสมบูรณ์ในเขตเมืองมหาสารคามปัจจุบัน และบางพื้นที่ของจังหวัดขอนแก่น และส่วนอื่นๆ ในภาคอีสาน แต่ช่วงที่มีชุมชนเกิดขึ้นหนาแน่นในภาคอีสานจะอยู่ระหว่างรัชกาลที่ ๒ และรัชกาล ที่ ๓ มีการอพยพเข้ามามากโดยเฉพาะหลังเกิดกรณีเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ขณะนั้นไทยได้กวาดต้อน
          ประชาชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมาก บางพื้นที่ในเขตจังหวัดมหาสารคามกลายเป็นชุมชนใหญ่ระดับเมือง เช่น เมืองท่าขอนยาง ปัจจุบันคือ ตำบลท่าขอนยางในการอพยพเข้ามาสมัยนั้นก็จะมีบรรดาช่างที่มีฝีมือเข้ามาด้วยภายหลังการตั้งชุมชนเป็นหมู่บ้านที่มั่นคงแล้ว ก็มีการสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชน และสร้างพระประธานประดิษฐานไว้ในอุโบสถอายุการสร้างอุโบสถและอายุการสร้างพระประธานจึงใกล้เคียงกัน สำหรับหลวงพ่อใหญ่ ที่วัดพุทธประดิษฐ์ องค์นี้เช่นกัน จากพุทธศิลปะบ่งชี้ว่าเป็นการสร้างโดยช่างพื้นเมืองอิทธิพลศิลปะลาว ดูจากพระพักตร์ ใบหู และยอดเศียร อายุการสร้างไม่น่าจะเกิน ๒๐๐ ปี อยู่ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระพุทธรูปลักษณะนี้จะพบเห็นอยู่หลายแห่งในภาคอีสานและทั่วไปในประเทศลาวเดิมหลวงพ่อใหญ่         
          ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังเล็กๆ ที่ทรุดโทรมกลางป่ารกร้าง ซึ่งเป็นบริเวณวัดบ้านโพนในปัจจุบัน บริเวณนี้มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นวัดมาก่อน เนื่องจากมีการขุดพบเสมาหินและศิลปะโบราณวัตถุหลายชิ้น ต่อมาเมื่อมีประชาชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนในแถบนี้มากขึ้นก็กลายสภาพเป็นหมู่บ้าน จากนั้นชาวบ้านก็ได้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดเก่าแห่งนี้ขึ้นใหม่พร้อมกับสร้างวิหารให้หลวงพ่อใหญ่ นับแต่นั้นมาตราบจนปัจจุบันเป็นเวลานับร้อยปี หลวงพ่อใหญ่ได้กลายเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งที่พุทธศาสนิกชนชาวมหาสารคามให้ความเคารพศรัทธามาก ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเล่าลือกันมากจะพัฒนาวัดพัฒนาหมู่บ้าน หรือชุมชนจะทำอะไรก็ตาม จะต้องมาจุดธูปเทียนบอกกล่าวหลวงพ่อใหญ่ก่อนงานนั้นจึงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่หากใครผิดคำสาบานที่ให้ไว้ ไม่กลับมาขอขมาต่อหลวงพ่อจะมีอันเป็นไปทุกราย เช่น ที่วัดมีการเปิดรักษาผู้ติดยาเสพติด นอกจากจะกินสมุนไพรแล้วทุกคนที่เข้ารับการรักษาจะต้องสาบานต่อหน้าหลวงพ่อใหญ่ว่าจะเลิกยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีบางคนที่ผิดคำสาบานกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ก็เกิดความกระวนกระวายอยู่ไม่เป็นสุข สุดท้ายต้องกลับมาขอขมาหลวงพ่อใหญ่ อาการนั้นจึงหายไปหากใครมีเรื่องเดือดร้อนก็มาขอพรจากท่านได้ทุกเรื่อง สิ่งสักการบูชาก็เป็นดอกไม้ธูปเทียนขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ ก็ได้
           ในรอบหนึ่งปีหลังจากประเพณีสงกรานต์ จะมีการทำพิธีสรงน้ำหลวงพ่อใหญ่ขึ้นและถือเป็นประเพณีประจำปี ทำขึ้นหลังประเพณีสงกรานต์ ประมาณช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม การกำหนดวันหลวงพ่อใหญ่จะกำหนดเองโดยทำพิธีเซียงข้องเสี่ยงทาย หากเซียงข้องบอกให้จัดวันใดก็จะจัดขึ้นในวันนั้นเชื่อว่าเป็นความประสงค์ของหลวงพ่อใหญ่ มีผู้มาร่วมงานจากทุกพื้นที่แต่ละปีร่วมหมื่นคน จัดงานสามวันสามคืน หรือมากว่าตามผลของการเสี่ยงทายเซียงข้อง การทำพิธีเซียงข้องส่วนใหญ่จะทำปีละครั้งแต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติในชุมชนก็จะทำพิธีเซียงข้อง เพื่อให้หลวงพ่อใหญ่ช่วยชี้แนะแก้ปัญหาให้กับชุมชนผ่านเซียงข้อง

ประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่
          หลังจากเสร็จจากเทศกาลประเพณีสงกรานต์ คณะกรรมการหมู่บ้าน บ้านโพน ตำบลโพนทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม กำหนดจัดประชุม เพื่อกำหนดจัดงานประเพณีสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่ โดยการกำหนดนัดวันเสี่ยงทายเซียงข้องเพื่อกำหนดวันจัดพิธี เมื่อได้กำหนดวันที่แน่นอนแล้ว ก็ดำเนินการวางแผนการจัดงาน วันเริ่มพิธี จะเชิญพ่อเมือง ในปัจจุบันเป็นนายอำเภอ มาเป็นประธานในพิธี แล้วนำหลวงปู่ใหญ่จำลอง เจ้าอาวาสวัด และนายอำเภอขึ้นเสลี่ยง แห่รอบ ๆ อุโบสถสามรอบ แล้วนำหลวงพ่อใหญ่จำลองไปประดิษฐานไว้ที่ฐานเพื่อให้ประชาชนสรงน้ำ เจ้าอาวาสและนายอำเภอเข้าสู่ปะรำพิธี ทำพิธี
          การเปิดงาน และแจกวัตถุมงคล ปะพรมน้ำมนต์ตลอดงาน เป็นที่น่าอัศจรรย์มากเนื่องจากพิธีแห่องค์หลวงพ่อใหญ่ทุกครั้ง ทุกปี จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จนเจ้าอาวาส นายอำเภอ ผู้มาร่วมงานเปียกปอนกันถ้วนหน้า เป็นความเชื่อของชาวชุมชนว่า หลวงพ่อใหญ่พรมน้ำมนต์ ให้ผู้มาร่วมงานอยู่เย็นเป็นสุข ๔ รูปแบบ วิธีการ ของกิจกรรมประเพณีที่จัด (บรรยายพร้อมแนบภาพนิ่งเป็นไฟล์นามสกุล JPEG หรือ TIFF ไม่น้อยกว่า ๑๐ ภาพ ที่แสดงให้เห็นถึงรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบที่ปรับประยุกต์ และภาพเคลื่อนไหวลงแผ่นซีดี/วีซีดี จำนวน ๑ แผ่น) พิธีเสี่ยงเซียงข้อง การจะทำพิธีเซียงข้อง
ต้องมีหุ่นเซียงข้อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญจะขาดไม่ได้
 
อุปกรณ์การทำหุ่นเซียงข้อง
๑. ข้องที่ใช้สำหรับใส่ปลา จะเป็นข้องที่ใช้แล้วหรือข้องใหม่ก็ได้ ที่มีขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ถ้าจะให้ศักดิ์สิทธิ์และขลัง ควรเป็นข้องที่เคยใช้แล้ว
๒. ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕๐ นิ้ว ยาวประมาณ ๖๐-๗๐ เซนติเมตร จำนวน ๒ ท่อน และยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร จำนวน ๑ ท่อน
๓. กะลามะพร้าวแห้ง ขนาดพอที่จะครอบปากข้องได้ จำนวน ๑ อัน ๔. เสื้อ กางเกง ขนาดพอที่จะสวมข้องได้พอดี สีแดงหรือสีดำ จำนวน ๑ ชุด
๕. ผ้าสีแดงขนาดกว้างประมาณ ๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร จำนวน ๑ ชิ้น (บางหมอก็ไม่ใช้) การทำหุ่นเซียงข้องนำเอาไม้ไผ่ยาวขนาด ๖๐-๗๐ เซนติเมตร จำนวน ๒ ท่อน เสียบทะลุด้านล่างขึ้นไปยัง
ปากข้องเพื่อทำเป็นขา แล้วเอาไม้ไผ่ที่ยาว ๕๐ เซนติเมตร จำนวน ๑ ท่อน เสียบด้านข้างตอนบน เพื่อทำเป็นแขน มัดไม้ไผ่ทั้ง ๓ ท่อนเข้าด้วยกัน และมัดให้แน่นไว้ภายในตัวข้อง เพื่อไม่ให้หลุดออกจากกัน ในขณะที่เซียงข้องเคลื่อนไหวแรง ๆ ในตอนทำพิธี เมื่อมัดแขนและขาเซียงข้องแน่นแล้ว ก็เอากะลามะพร้าวแห้งครอบที่ปากข้อง เจาะรูที่กะลา ๓ รู ใช้เชือกร้อยมัดกะลาให้แน่นติดปากข้อง จากนั้นตกแต่งหน้าตา โดยเขียน หน้าตา ปาก จมูก บนกะลามะพร้าวและใส่เสื้อผ้าให้เหมือนมนุษย์มากที่สุด
การทำพิธีปลุกเสกเซียงข้องจะต้องมีอุปกรณ์ที่จะใช้ในพิธีอย่างครบถ้วน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตามที่หมอต้องการไม่ได้ เพราะถ้าอุปกรณ์ไม่ครบ เซียงข้องก็จะไม่ "ลง" (การที่วิญญาณเซียงข้องเข้าสิงในหุ่นเซียงข้องและทำให้เกิดอาการ) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "บ่สุน" (วิญญาณเซียงข้องไม่เข้าสิง)

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำพิธีปลุกเสก
๑. หุ่นเซียงข้องที่ตกแต่งให้เรียบร้อยพร้อมที่จะทำพิธีได้ทันที
๒. คาย หมายถึง ค่ายกครูในการทำพิธีและอาจรวมไปถึงเครื่องปลุกเสกด้วย ต้องเตรียมคายตามที่หมอกำหนด
๓. หมอปลุกเสก เป็นผู้ทำการปลุกเสกเซียงข้อง ซึ่งจะขาดไม่ได้
๔. ผู้จับหรือผู้เต้า หมายถึง คนที่หมอเตรียมไว้สำหรับจับขาหุ่นเซียงข้อง จำนวน ๒ คน ควรเป็นผู้ที่เคยจับเซียงข้องในครั้งก่อน ๆ มาแล้ว คนจับเซียงข้องเป็นคนสำคัญในพิธีจะขาดไม่ได้ การจับเซียงข้องไม่ใช่ว่าใครก็สามารถจับได้ คนจับบางทีเรียกว่า "คนเต้าเซียงข้อง" ต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและจิตแข็ง
๕. ผู้ถามเซียงข้อง จะเป็นใครก็ได้ แต่ควรเป็นคนที่มีไหวพริบเฉลียวฉลาด ในการพูดจาซักถามปัญหาหรือเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี หรือถ้าการทำพิธีเซียงข้องที่ต้องเชิญผีปู่ตามาเข้าสิงก็ต้องมี "เฒ่าจ้ำ" หมายถึงผู้ดูแลศาลเจ้าปู่ตามาเป็นผู้ซักถามเซียงข้องหรือร่วมพิธีด้วย
๖. เครื่องปลุกเสก จะมีอะไรบ้างนั้นก็แล้วแต่หมอปลุกเสก ประกอบด้วย
- ดอกไม้สีขาว ๑ คู่
- เทียน ๑ คู่
- หมาก ๑ คำ
- บุหรี่ ๑ มวน
- พริก ๑ เม็ด
- เกลือ ๑ หยิบมือ
- ปลาร้า ๑ ชิ้น
- มะขาม ๑ ฝัก
- สุราขาว ๑ ขวด
- เงิน ๑ สตางค์ เป็นค่าคาย (ค่ายกครู)
นอกจากนี้ยังมีเครื่องเซ่นไหว้ผีปู่ตาอีกได้แก่
- ดอกไม้และเทียนอย่างละ ๕ คู่ (ขัน ๕)
- เหล้า ๑ ขวด
- ไข่ไก่ ๑ ฟอง
- สวย (กรวยใบตอง) ๔ อัน
          พิธีเริ่มด้วยเฒ่าจ้ำไปเชิญวิญญาณของผีปู่ตามารับรู้การทำพิธี เสร็จแล้วหมอปลุกเสกจะเริ่มปลุกเสกด้วยคาถาปลุกเสก โดยหมอปลุกเสกจะนั่งพับเพียบ มีผ้าขาวม้าพาดเฉียงบนบ่า หลังจากนั้นหมอปลุกเสกจะจุดเทียน ๑ คู่ และกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาเป็นสักขีพยาน แล้วกราบ ๓ ครั้ง จากนั้นก็นำผู้ร่วมพิธีกล่าวคำไหว้พระ เมื่อไหว้พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้จับเซียงข้องก็จะมาจับขาเซียงข้อง จากนั้นหมอปลุกเสกจะรินสุราลงไปในขัน เพื่อทำเป็นน้ำมนต์ สำหรับรดเซียงข้อง เหมือนเป็นการให้เซียงข้องดื่ม จากนั้นหมอจะเริ่มท่องคาถา ปลุกเสกพร้อมเอาสุรารดที่หุ่นเซียงข้อง และเริ่มเสี่ยงทายเพื่อต้องการทราบว่าวิญญาณของเซียงข้องมาสิงในหุ่นหรือยัง โดยหมอจะเป็นผู้ถามว่า "ขณะนี้เซียงข้องมาหรือยัง ถ้ามาแล้วขอให้หุ่นกระดุกกระดิกแรง ๆ ถ้ายังไม่มาขอให้อยู่นิ่ง ๆ " เมื่อหมอกล่าวจบ
          ถ้าหุ่นเซียงข้องเฉยก็แสดงว่าวิญญาณเซียงข้องยังไม่เข้าสิง หรืออาจเป็นเพราะผู้จับไม่ถูกใจเซียงข้องหรือผู้จับทั้งสองธาตุไม่ถูกกันอาจต้องเปลี่ยนตัวผู้จับใหม่ถ้าหุ่นเซียงข้องเคลื่อนไหวก็แสดงว่าวิญญาณเซียงข้องเข้าสิงแล้ว หากต้องการทราบหรือให้เซียงข้องทำอะไร ก็จะทราบคำตอบได้จากการเคลื่อนไหวของหุ่นเซียงข้อง หุ่นจะเคลื่อนไหวในลักษณะโยกตัวไปข้างหน้าและข้างหลัง ซึ่งจะเร็วและแรงมาก หากต้องการทราบที่อยู่ของสิ่งของที่เราไม่สามารถจะรู้หรือมองเห็นได้ เช่น ผีหรือสิ่งของที่ตกหายหรือแหล่งน้ำใต้ดิน และชี้ตัวผู้กระทำผิด หุ่นเซียงข้องก็จะพาผู้จับทั้งสองวิ่งหรือเดินไปตามหาได้ โดยผู้จับไม่ต้องทำอะไรเพียงแต่จับหุ่นไว้ หุ่นก็จะพาไปเอง

ข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม : http://www.m-culture.go.th/